วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning Log (ในห้องเรียน) (ครั้งที่1)

Learning  Log   (ในห้องเรียน)
07/08/58
(ครั้งที่1)

                การที่เราจะเรียนได้ดีนั้นเราต้อง  “สุจิ ปุลิ” ( คือ การฟัง การคิด การถาม และการเขียน) สำหรับคนที่จะเป็นครูอังกฤษนั้นเราต้อง  “practice  practice   practice” การอ่านหนังสือต่างๆเป็นสิ่งที่จำเป็นจะทำให้ทุกคนมีความรู้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการที่เราอ่านนั้นเราสามารถนำมาสรุปความหรือย่อความเป็นสำนวนหรือภาษาของเราเองทำให้เรามีความรู้และเข้าใจกับเนื้อหามากยิ่งขึ้น
การย่อความ คือการเก็บเนื้อความหรือใจความสำคัญของเรื่องอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้วนำมาเขียนเรียบเรียงใหม่
การสรุปความ คือ การเขียนข้อความที่มีจำนวนมากให้เหลือเฉพาะส่วนที่สำคัญจริงๆ
กระบวนการทำงานอย่างสมบูรณ์
In put ---------process--------product---------- output -------- out come

ก่อนที่จะสอนเด็กเราต้องวัดพื้นฐานของเด็กอ่อน
คือ           -การทำ pre test
                -การดูพฤติกรรมของเด็ก
                -การโต้ตอบ (จากการถามคำถาม )
English Language Learning ------------การรู้ตัว  (concious)
English Language Acquisition --------การเรียนรู้แบบธรรมชาติ(subconcious)

การที่ครูจะทำการให้เด็กได้มีประสิทธิภาพในการเรียนรู้มากที่สุดคือ
Explosure--------การจัดสภาพแวดล้อม
                การจัดสภาพแวดล้อมต่างๆทำให้เราและเด็กๆสามารถที่จะเรียนรู้ได้เร็วขึ้นเช่นการพูดภาษาอังกฤษในห้องเรียน
ESL  = English Second Language
EFL  = English Foreign Language
                 ในการจัดการเรียนรู้นั้นเราต้องใช้หลักการ acquisitionให้มากที่สุด
ทฤษฎีสูตร acquisition
 





I คือ Background knowledge  ของนักเรียน  ทางภาษาศาสตร์เรียกว่า schema
ถ้าตัวเลขนั้นมากกว่า 1 ขึ้นไปจะทำให้เกิดปัญหาทำให้เด็กไม่เข้าใจเนื้อหาเพราะเป็นเนื้อหาที่ยาก
Theory  -----------ทฤษฎี(ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้)
Apporch ---------แนวคิด(สามารถเปลี่ยนแปลงได้)
ประเทศไทยใช้  CLT  ( Communicative language teaching) ในการสอนซึ่งความเข้าใจของนักเรียนมี 2 ปัจจัย
คือ   1.ครู
        2.นักเรียน
ตัวอย่างในการแปลประโยค
1. He lived in Nakhon Si Thammarat  for a year. ( เขาเคยอยู่นครศรีธรรมราชปีหนึ่ง)
2. He has lived in NST for a year .(เขาอยู่ที่นครศรีธรรมราชมา 1 ปีแล้ว )
3. This hotel serves breakfast at seven o'clock.(โรงแรมนี้บริการอาหารเช้าเจ็ดนาฬิกา)
4 Pranee had sent us a letter before she left. (ปราณีส่งจดหมายให้เราก่อนออกไป )

5. My friend is travelling in Japan.      (  เพื่อนของฉันกำลังที่อยู่ในญี่ปุ่น)

อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการทักษะ

อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการทักษะ (เช้า 29/10/58)
                ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีความสำคัญมากภาษาอังกฤษถือได้ว่าเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วโลกเป็นภาษาที่ได้รับการยอมรับกันในทุกทุกด้านของโลก เพราะทุกอย่างล้วนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สื่อสารกันเช่นการใช้อีเมล  facebook ฯลฯภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่เด็กไทยยังคงต้องได้รับการพัฒนาเป็นอย่างมาก โดยทางสมาคมครูผู้สอนภาษาอังกฤษแห่งประเทศไทย (Thailand TESOL) ได้จัดโครงการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการทักษะขึ้น เพื่อเป็นการหาข้อที่เป็นจุดด้อยของเด็กไทยและเพื่อเป็นการพัฒนาทักษะของเด็กไทยในการเรียนภาษาอังกฤษเพราะปัจจุบันในการเรียนภาษาอังกฤษนั้นนอกจากจะใช้ในการสื่อสารแล้วเรายังสามารถใช้ในการพัฒนาทักษะทางสังคมทักษะชีวิตและทักษะการคิดวิเคราะห์ด้วย การอบรมได้มีการเสวนางานวิจัยหัวข้อ Beyond Language  Learning มีผู้ดำเนินรายการคือ ผศ.ดร ประกาศิต สิทธิ์ธิติกุลและผู้เสวนาคือดร.สุจินต์ หนูแก้ว และอาจารย์สุนทร บุญแก้ว   
                ท่านแรกคือดร.สุจินต์ หนูแก้ว อาจารย์ท่านได้ทำวิจัยภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์ของเด็กท่านได้กล่าวไว้ว่าบุคคลในศตวรรษที่ 21 จะต้องมีคุณลักษณะที่ประกอบด้วย 7 c + ความสามารถพื้นฐาน ซึ่ง 7 C จะประกอบไปด้วย Critical Thinking, Creativity, Culture, Collaboration, Communication, Computing Technology, Career& Learning skill   และความสามารถพื้นฐานประกอบด้วยอ่านออกเขียนได้คิดเลขเป็นการอ่านนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากหากผู้เรียนแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนเป็นจริงอันไหนเป็นเท็จจริง เหล่านี้ก็จะเป็นสาเหตุความปั่นป่วนของสังคม ดังนั้นเด็กควรจะมีทักษะให้ครบดังนี้เพื่อเป็นการอยู่ร่วมกันในสังคม
                ท่านที่ 2 อาจารย์สุนทร บุญแก้ว  อาจารย์ท่านนี้จะให้ความสำคัญในเรื่องของการใช้ชีวิตการใช้ภาษาจริงของเด็ก ท่านได้จัดการโครงการให้กับนักเรียนเพื่อให้นักเรียนได้มีประสบการณ์ในการใช้ภาษาจริงในโครงการ PBL  เพื่อให้นักเรียนได้พบโลกใหม่ที่กว้างขึ้นโดยอาจารย์จะมี 3 ประเด็นในการทำความเข้าใจในการเรียนภาษาอังกฤษกับเด็กคือ 1 เรียนเพื่ออะไร 2 กระบวนการเรียนมีวิธีการอย่างไรเพื่อไปสู่เป้าหมาย 3 สภาพแวดล้อมในการเรียน ซึ่งนักเรียนทุกคนจะต้องมี 3 อย่างนี้ประกอบด้วยกันถือจะได้เป็นผู้เรียนที่เก่งและสามารถใช้ภาษาได้อย่างแท้จริงในโครงการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการทักษะนี้ สามารถทำให้เราเห็นถึงจุดปัญหาที่เด็กไทยประสบการณ์เป็นอย่างมาก การที่จะเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดีนั้นนักเรียนควรที่จะได้รับการปลูกฝังจากครูหรือผู้เกี่ยวข้องอย่างดีในการพัฒนาทักษะดังนั้นทุกคนต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตนเองและประเทศชาติให้เข้ากับศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นการที่จะพบโลกใหม่ในการเรียนรู้ที่จะต้องใช้ในสถานการณ์จริงทั้งในด้านของการเรียนการทำงานโดยเฉพาะครูผู้เป็นแม่แบบของประเทศชาติต่อไป










อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการทักษะ (บ่าย 29/10/58)
                ภาษาอังกฤษเป็น 1 ใน 10 ภาษาที่มีคนใช้มากที่สุดในโลกถึงแม้จะไม่ใช้ภาษา ที่ใช้มากที่สุดในโลก เป็นอันดับ 1 แต่ภาษาอังกฤษนั้นเป็นภาษาที่ใช้ในเครื่องมือสื่อสารหรือแม้แต่เว็บไซต์หรือ app ต่างๆในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คมากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันนั้นมีมากมายที่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ในสังคมที่โลกเปลี่ยนแปลงไปภาษาอะไรใหม่ๆก็เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมีคำแปลกแปลกใหม่ๆตลอดเวลาซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาษาอังกฤษมีการฟื้นฟูและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงเป็นปัญหาที่ทำให้เด็กไทยบางคนมีการใช้คำศัพท์ที่ผิดไวยากรณ์ผิดบริบทในรูปแบบที่ถูกต้องและนอกจากนี้ปัจจุบันยังมีการหาคำศัพท์ใหม่ๆออกมาอย่างเยอะแยะมากมายรวมไปถึงการออกเสียงที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมอีกด้วย ปัญหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องแก้ไขเป็นอย่างมากสำหรับเด็กไทยและที่สำคัญคือปัจจัยที่ทำให้ภาษาเปลี่ยนแปลง
                ปัจจัยที่ทำให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลงได้แก่ปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคนความมั่นคงและความปลอดภัยการเข้าร่วมกับสังคมการยอมรับจากผู้คนรอบข้างและความมั่นใจในการใช้ภาษาปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาในการทำให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านการเรียนและการพูดในชีวิตประจำวัน เช่นคำว่า  Freshy   ที่ทุกคนพูดกันติดหูทางหลักภาษา  คำว่า Freshy  จะไม่มีแต่จะใช้คำว่า Freshman  ซึ่งแปลว่าน้องใหม่ ซึ่งเด็กจะพูดกันบ่อยมากจึงทำให้เด็กบางกลุ่มเข้าใจผิดคิดว่าถูกโดยที่ไม่ทราบที่มาของคำ  รวมไปถึงภาษาอินเตอร์เน็ตก็เช่นกัน  คำศัพท์บางคำมีการตัดตัวอักษรออกไปบ้าง มีการนำตัวเลขเข้ามาเพิ่มบ้าง  หรือมีการใส่เครื่องหมายเป็นสัญลักษณ์ เพื่อสื่อความหมายบางอย่าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นอย่างมากซึ่ง เป็นการชี้ให้เห็นถึงความเข้าร่วมกับสังคมในปัจจุบันและการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัญหาที่ทำให้เด็กสับสนการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น ความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องของเด็กจึงลดลงทำให้เด็กเข้าใจและใช้ภาษาอังกฤษแบบผิดผิดซึ่งทำให้ผลกระทบในทุกๆด้าน  เช่น ด้านการแปลทำให้บางคำมีความหมายที่ผิดเพี้ยนไปอ่านประโยคแล้วไม่เข้าใจซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหามากในปัจจุบันที่คุณจะต้องแก้ไขและหาวิธีป้องกันเพื่อไม่ให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาอย่างผิดผิด
                การที่เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้นั้นคงจะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะสังคมมีบทบาทกับสิ่งเหล่านี้มากจนทำให้ผู้ปกครองหรือผู้เองต้องหาทางแก้ไขโดยการเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ๆ เพื่อให้เด็กเปลี่ยนความคิดเดิมแต่บางครั้งคำศัพท์ใหม่ๆก็ไม่ใช่ว่าจะผิดเสมอไป เราก็ยังคงสามารถใช้ได้แต่คงใช้ไม่ได้สำหรับการเขียนในทางวิชาการ  ดังนั้นคุณจึงต้องหาวิธีการสอนใหม่ในการเรียน  เพื่อให้เด็กสามารถจดจำคำศัพท์ได้อย่างง่ายดาย และสามารถรู้ในที่มาของคำศัพท์  เพื่อสามารถนำไปใช้ในการเขียนและการพูด ได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง






อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการทักษะ (เช้า 30/10/58)
                ศตวรรษที่ 21 ถึงได้ว่าเป็นยุคที่สำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลงในทุกๆด้านโดยเฉพาะด้านการศึกษาที่ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศที่กำลังเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในเรื่องการเตรียมความพร้อมนักเรียนกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นการเตรียมตัวในการใช้ชีวิตทางสังคม ซึ่งครูจะมีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กในศตวรรษที่ 21 มีความรู้ความสามารถและทักษะต่างๆในการดำรงชีวิตครูมีส่วนช่วยเด็กได้ในทุกทุกเรื่องแต่มิใช่ว่าเด็กจะไม่พยายามเลยเพราะสิ่งเหล่านี้ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จได้นั้นเด็กต้องมีแรงจูงใจภายในและแรงกระตุ้นภายนอกด้วยเช่นกันตลอดจนลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 และการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21
                ลักษณะของครูในศตวรรษที่ 21 จะต้องมีความสนใจและมีความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนอย่างบูรณาการ โดยมีนวัตกรรม  ICTใหม่ๆ มาใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอน ด้วยการเรียนการสอนในห้องเรียนนั้นครูจะเป็นแค่ผู้ที่ดูแลนักเรียนส่วนนักเรียนจะมีบทบาทในการเรียนมากกว่าครู นักเรียนเป็นผู้ที่หาความรู้ด้วยตนเองจากสื่อต่างๆเพราะในปัจจุบันสังคมออนไลน์มีบทบาทกับนักเรียนเป็นอย่างมาก ครูจึงต้องหาวิธีการที่จะทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ภาษาจากสังคมออนไลน์และสามารถเรียนรู้เนื้อหาของบทเรียนได้อย่างครบถ้วนเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพเด็กยุคใหม่ด้วยสารสนเทศรอบด้าน
                การเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ครูควรให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนการสอนครูสอนเนื้อหาเฉพาะที่เป็นส่วนสำคัญแล้วให้นักเรียนหาความรู้เพิ่มเติมโดยครูจะสอนให้น้อยลงเพื่อให้เด็กมีเวลาเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นในการทำความเข้าใจ ครูต้องให้เด็กฝึกทำงานจริงโดยครูเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาหรือผู้ดูแลที่คอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆและครูจะต้องให้เด็กสามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมช่วยกันคิดช่วยกันทำช่วยเหลือซึ่งกันและกันสิ่งเหล่านี้ล้วนที่จะทำให้นักเรียนได้โชว์ศักยภาพของตนเองออกมาได้ครบทุกด้านทั้งในด้านการเรียนและด้านทักษะการใช้ชีวิตในสังคม
                การเปลี่ยนแปลงการศึกษาของไทยในศตวรรษที่ 21 มีผลกระทบที่จะทำให้ครูต้องมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการสอนจากการสอนแบบเดิมเดิมก็จะมีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นใช้ในการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนเป็นจุดศูนย์กลางของการเรียนการสอน นักเรียนสามารถได้ความรู้ได้ทดลองและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเพื่อสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาและสถานศึกษายุคที่มีประสิทธิภาพและนักเรียนยุคใหม่ที่มีคุณภาพโดยสามารถพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
           







อบรมเชิงปฏิบัติการเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษแบบบูรณาการทักษะ (บ่าย 30/10/58)
            ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นครูภาษาอังกฤษที่เก่งนั้น คือผู้ที่สามารถสอนภาษาอังกฤษเพื่อให้เด็กสามารถเข้าใจ และเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดายโดยไม่น่าเบื่อ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญที่เด็กไทยทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อสามารถที่จะอ่านออกเขียนได้และพูดเป็นภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นภาษาแม่ของเราเราจึงต้องที่จะใช้ความพยายามเพื่อทำสิ่งเหล่านั้นครูจึงเป็นเสาหลักสำคัญในการสร้างองค์ความรู้เหล่านี้ให้กับนักเรียนโดยครูจะต้องมีวิธีการต่างๆในการสอนเด็กเพื่อให้เด็กสามารถเรียนและเข้าใจในภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง การเรียนการสอนแบบเดิมเดิมในบางพลีนั้นคงใช้ไม่ได้ผลกับเด็กในปัจจุบัน เรื่องจากสภาพแวดล้อมเทคโนโลยีในสังคมนี้ที่มีการพัฒนามากขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางมากมายแต่สิ่งเหล่านี้ก็ต้องควรที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของครูด้วยเช่นกันคือการที่ครูจะต้องมีกลวิธีการเรียนการสอนภาษาในปัจจุบัน 

            กลวิธีการเรียนการสอนภาษาในปัจจุบันที่กำลังเป็นที่นิยมในวงการศึกษาอยู่ตอนนี้คือการสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped classroom) วิธีการสอนแบบนี้คือการที่ให้ครูสอนแต่สาระสำคัญแล้วให้เด็กฝึกต่อยอดองค์ความรู้เองโดยใช้ความสามารถของเด็กเองโดยจากที่ครูเป็นศูนย์กลางของห้องเรียนก็กลายเป็นเด็กที่จะมีบทบาทเป็นหลักโดยครูจะปรับบทบาทเป็นผู้ดูแลนักเรียนเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงและเกิดการเรียนรู้แบบ Active learning ต่อมาคือการสอนแบบห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom)การสอนแบบนี้เป็นการสอนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยใช้ช่องทางของระบบการสื่อสารและอินเตอร์เน็ตเข้ามาเป็นตัวช่วยหลักในการเรียนการสอน ไม่ว่าผู้เรียนจะอยู่ที่ไหนก็ตามก็สามารถเปลี่ยนได้ทุกที่ผู้เรียนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตเข้าไปเรียนในเว็บไซด์ที่ออกแบบกระบวนการเรียนการสอนให้มีสภาพแวดล้อมคล้ายกับห้องเรียน โดยมีบรรยากาศเสมือนพบกันจริง  การสอนทั้งสองแบบนี้ก็สามารถช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะทางด้านของภาษาได้นอกจากนี้ยังสามารถให้เด็กเรียนรู้จากแหล่งข้างนอกเพื่อเป็นการฝึกทักษะการคิดของเด็ก วิธีเหล่านี้ล้วนมีข้อดี แต่ใช่ว่าเขาเสียจะไม่มีการที่เราจะทำให้เด็กเรียนได้ดีนั้นเราต้องรู้ความรู้พื้นฐานของเด็กเพื่อเป็นการที่เราจะเพิ่มเติมความรู้ให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้เข้าใจและดียิ่งขึ้นต่อไป เรื่อยๆ การเปลี่ยนภาษาอังกฤษสามารถเกิดได้ทุกที่ทุกเวลาหากเรามีความสนใจในด้านของภาษาครูผู้ที่มอบความรู้ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีใจรักทางด้านภาษาสามารถที่จะหาวิธีแนวทางการเรียนการสอนภาษาเพื่อให้เด็กเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่ายมากมายแต่ก็ใช่ว่าแนวทางที่คุณเตรียมจะใช้ได้กับทุกคนแต่ละคนมีพื้นฐานที่ต่างกันดังนั้นครูคือผู้ที่จะสามารถทำให้เด็กได้รับความรู้และความเข้าใจภาษาทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนได้

Learning Log (นอกห้องเรียน) (ครั้งที่ 11)

Learning Log (นอกห้องเรียน)
20/10/58
(ครั้งที่ 11)
                ศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะการศึกษาของไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ประชาคมอาเซียนจึงมีบทบาทเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องชาวเศรษฐกิจ การคมนาคม และเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่มีบทบาทกับเด็กไทยการศึกษาในศตวรรษที่เน้นการเรียนรู้โดยให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ และครูจะต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ดูแลนักเรียน ในปัจจุบันสื่อการเรียนการสอนก็มีมากมายทั้งในโลกโซเซียลเน็ตเวิร์คที่เป็นทางเลือกหนึ่งในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของเด็ก ในประชาคมอาเซียนได้ให้ความสำคัญในเรื่องของภาษา เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่เราต้องใช้ในการสื่อสารกันทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งเด็กไทยมีปัญหามากในการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งในการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เพราะเด็กไทยไม่สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้เลย ในขณะเดียวกันตัวดิฉันก็มีปัญหาในเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษ ดิฉันไม่สามารถฟังภาษาอังกฤษออกเลย ในการอบรมทุกครั้งอาจารย์และวิทยาการได้บอกอยู่เสมอว่า การฟังเป็นทักษะเริ่มต้นที่เราสามารถเรียน๓อังกฤษให้เข้าใจได้เลย ดิฉันมีปัญหาในเรื่องของทักษะการฟัง ทำให้บางครั้งไม่สามารถเรียนภาษาอังกฤษให้เข้าใจได้เลย ดิฉันเลยหาวิธีเพื่อฝึกทักษะในด้านของการฟัง โดยการฝึกร้องเพลงสากลเพื่อเป็นการฝึกภาษาอังกฤษในด้านการฟัง เพราะวิธีนี้ดิฉันคิดว่าสามารถช่วยให้ดิฉันสามารถพัฒนาทักษะการฟังได้ คือ การฝึกภาษาอังกฤษผ่านเพลง
                การฝึกภาษาอังกฤษผ่านเพลงเป็นวิธีที่ดิฉันคิดว่าเหมาะกับดิฉันมากที่สุด เพราะดิฉันเป็นคนที่ชอบเบื่อง่าย หากได้ฟังเพลงก็สามารถจะช่วยลดอาการเบื่อได้ ซึ่งเพลงที่ดิฉันเลือกคือ The day you went away . เป็นเพลงที่ดิฉันฟังแล้วรู้สึกสบายใจ จังหวะเพราะ เป็นเพลงสากลที่ฟังง่าย ดิฉันเริ่มจากการฟังครั้งแรกโดยไม่ดูซับ ฟังแต่เนื้อร้องประมาณ 2 ครั้ง หลังจากเปิดเพลงและมีซับภาษาอังกฤษข้างล่างร้องตามประมาณ 5 ครั้ง โดยสองครั้งแรกจะสังเกตคำที่เราฟังไม่ออก ซึ่งในเพลงจากมีหลายๆคำที่นักร้องจะร้องควบกันจึงทำให้ดิฉันไม่ออกว่าเป็นคำว่าอะไร When I was dreaming bout you baby คำว่า was dreaming นักร้องจะร้องควบกัน ดิฉันฟังออกเป็น sdream แต่พอมาดูซับมันเขียนว่า was dream พอ3 ครั้งหลัง ดิฉันฟังเพลงและเปิดซับไปพร้อมๆกันทำให้ฉันรู้สึกสนุกและเข้าใจในเนื้อหาและคำร้องของบทเพลงมากขึ้น หลังจากนั้น 4 วัน ดิฉันฝึกร้องเพลงนี้วันละ 3-5 รอบ
                วันแรกฉันฝึกร้องประมาณ 3 ครั้งก่อน โดยฟังและเปิดซับด้วยและดิฉันก็ร้องตามเพลงไปด้วยอาจจะถูกบ้างผิดบ้าง และดิฉันพยายามจำเนื้อร้องให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะจำได้ แต่ก็มีบางคำที่ดิฉันยังไม่สามรถจำได้ จึงต้องเปิดซับดูและร้องซ้ำอีกครั้ง เป็นประโยคที่ว่า Why do we never know what we .’ ve got til it’ s gone .  แล้วดิฉันฝึกท่องประโยคนี้ประมาณ10 รอบ จนฝึกร้องอีก 2 ครั้งโดยดูซับตามเดิม และร้องตามซับอีกครั้งทำให้ฉันมีความมั่นใจในการร้องเพลงมากขึ้นไปอีก ซึ่งคำศัพท์บางคำที่เราออกเสียงไม่ถูกเราก็กล้าที่จะร้องออกมาดังๆ อย่างสนุกสนาน
                วันที่สอง ดิฉันได้ฝึกร้องเพลง 5 ครั้ง โดยเปิดเพลงเสียงดังมากในห้องเพื่อเป็นการซึมซับจังหวะของเพลง โดยฝึกร้องเพลง 3 ครั้ง ครั้งแรกดูซับอีกครั้ง 2 ครั้ง หลังปิดซับ ดิฉันสามารถร้องได้อย่างถูกต้องแต่ยังไม่ถูกต้องทั้งหมด ซึ่งวันนี้ดิฉันได้หาความหมายของคำศัพท์ที่อยู่ในเพลงอีกด้วย ซึ่งบางคำก็เป็นตัวย่อที่ส่วนนักร้องจะนำมาดัดแปลงลงในเนื้อร้องโดยมีคำว่า Bout =about เกี่ยวกับ , crazy (adj) =บ้า, คลั่ง , blond(adj)=ตาบอด,โง่ suffering (v) = ทน,ทนทุกข์ ,stupid (adj) = โง่, งี่เง่า , lonely = เหงา,หว่าเหว่ , doorway (n) = ทางเข้าประตู , case (n)= กระเป๋า , tears (n) =น้ำตา , special (adj) พิเศษ ทำให้ดิฉันได้ความหมายของคำศัพท์และสามารถเข้าใจโครงสร้างประโยคมากขึ้นอีกด้วย
                วันที่สาม ดิฉันได้ฝึกร้องเพลงโดยปิดซับทั้งหมด ดิฉันเห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ซึ่งบางประโยคที่ดิฉันชอบ ดิฉันสามารถพูดและร้องเป็นหลายๆครั้งต่อวันจนดิฉันสามารถนำประโยคนั้นมาแปลงเพื่อใช้พูดในบริบทอื่นๆ และดิฉันก็ได้เอาประโยคที่ดิฉันชอบมาขึ้นสเตตัสเฟสบุ๊ควันละ1 ครั้ง และพยายามหาคำอื่นๆมาดัดแปลงและนำไปพูดกับเพื่อนๆ ซึ่งทำให้เราสามารถกล้าพูดได้มากขึ้น และทำให้เราเรียนรู้การสร้างประโยคกับต่างๆอีกด้วย
                วันที่สี่ ดิฉันสามารถร้องเพลงได้อย่างคล่องแคล่วและสนุกสนานมาก เพราะดิฉันสามารถจำบทเพลงได้ทั้งประโยคและดิฉันสามารถฟังภาษาอังกฤษในเพลงของแต่ละคำได้อย่างชัดเจนทำให้ดิฉันสนุกสนาน ซึ่งมันเป็นอะไรที่ท้าทาย จนทำให้ดิฉันสามารถจำโครงสร้างของประโยคและสามารถจำคำศัพท์ในเพลงได้ทุกคนโดยเฉพาะคำที่ดิฉันเคยเปิดหาความหมาย ดิฉันสามารถนำคัศัพท์เหล่านี้ ไปใช้ในการแต่งเนื้อเรื่องและเขียน Diary ได้ การฟังเพลงนี้ทำให้ดิฉันพยายามขวนขวายหาเพลงใหม่ๆ เพิ่มเติมมากขึ้นอีก
                หารฟังเพลงเพื่อฝึกภาษาอังกฤษนั้นเป็นเรื่องที่สนุกสนาน หากเราสามารถทำได้แล้วครั้งหนึ่ง เราก็มีความหมายในการทำอีกต่อไป เพลงเป็นสิ่งที่หลายคนชื่นชอบ เพราะมันสามารถทำให้เราผ่อนคลายกับทุกสิ่งหากเรานำสิ่งที่รักมาพร้อมกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจะทำให้เราได้ทั้งความสนุกสนานและความรู้ เพราะในบทเพลงทั้งหมดที่เราร้องนั้นจะมีคำศัพท์ทำให้เราต้องเปิดDictionaryเพื่อหาความหมายของคำศัพท์เหล่านั้น มันทำให้เราได้คำศัพท์ใหม่ๆที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีกด้วย

                การฝึกภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเลย หากเรามีความมุ่งมั่น พยายามและพร้อมที่จะเปิดใจยอมรับมัน โดยเริ่มจากสิ่งที่เราชอบ เช่น การดูหนัง การฟังเพลง เพราะการที่เราเริ่มจากทำจากสิ่งที่เราชอบจะสามารถทำให้เราไปได้อย่างรวดเร็วเพราะการเรียนภาษาอังกฤษไม่ใช้เฉพาะในตำราอย่างเดียว ปัจจุบันสื่อเยอะแยะมากมายที่สามารถเป็นบทเรียน ที่เราสามารถเรียนนอกสถานที่ได้ แค่ขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนให้ความสำคัญและให้เวลากับมันมากแค่ไหน การฝึกฝนการเรียนด้านภาษานั้นต้องใช้เวลาในการฝึกฝน ต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และถ้าหากต้องการจะให้ประสบผลสำเร็จอย่างรวดเร็วขึ้น แต่ละคนก็จะมีเคล็ดลับหรือเทคนิคของตนเองเพื่อในการพัฒนาตนเองในการเรียนภาษาอังกฤษ ดังนั้นการฟังจึงเป็นทักษะที่สำคัญที่เริ่มต้นในการพัฒนาทักษะอื่นๆ คนเราจะเก่งได้นั้นต้องเริ่มจากการฟัง การฟังวิทยุ การฟังสื่อต่างๆโดยเฉพาะการฟังเพลงล้วนให้ประโยชน์และความรู้เป็นอย่างมากจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนภาษาอังกฤษ การฟังจึงเป็นทักษะแรกที่ผู้ปกครองหรือครูผู้สอนจะต้องให้ความสำคัญเพื่อให้เด็กสามารถรับรู้จากสิ่งรอบข้างและสามารถนำทักษะการฟังไปพัฒนาทักษะอื่นๆได้ต่อไปในอนาคตพ

Learning Log(นอกห้องเรียน) (ครั้งที่10)

Learning Log(นอกห้องเรียน)
13/10/58
(ครั้งที่10)
                ภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทย และคนทั่วโลกอย่างมาก เนื่องจากความก้าวหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร และการคมนาคมทำให้ประเทศต่างๆมีความใกล้ชิดต้องพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้นจึงเกิดความจำเป็นที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสารถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษมาเป็นเวลานาน อีกทั้งมีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องแต่ยังพบว่านักเรียนส่วนมากยังฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษาอังกฤษแทบจะไม่รู้เรื่อง พูดภาษาอังกฤษได้น้อยหรือได้ยังไม่มากเท่าทีควร ความสามารถในการอ่าน และทำความเข้าใจเนื้อหาอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง รู้คำศัพท์น้อย สะกดคำไม่เป็น ไม่สามารถเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง การสอนที่ยึดเนื้อหามากเกินไป ครูมุ่งที่จะอธิบายเนื้อหาและหลักไวยากรณ์จนทำให้การสอนแบบที่มีครูเป็นศูนย์กลาง และนักเรียนไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากพอ สาเหตุที่เกิดจากนักเรียน คือ นักเรียนไม่เห็นความจำเป็นหรือประโยชน์ของภาษาอังกฤษ คิดว่าการเรียนภาษาอังกฤษ เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย เนื่องจากนักเรียนมีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในห้องเรียนค่อนข้างน้อย การเรียนการสอนยึดเนื้อหาในตำรามากเกินไปทำให้นักเรียนต้องเรียนแบบท่องจำและเครียดเมื่อต้องสอบ ส่งผลให้บรรยากาศในห้องเรียนเป็นการแข่งขัน การเรียนภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่ไม่สนุก  และไม่ส่งเสริมให้เด็กเกิดความใฝ่รู้ การเขียนเป็นถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือข้อความที่สามารถสื่อความหมายได้ตรงกับความต้องการ ดังนั้นในการเขียนเราต้องมีความสามารถอย่างแท้จริงในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องคำศัพท์และโครงสร้างทางภาษาเป็นอย่างดี ซึ่งการที นักเรียนจะมีทักษะด้านการเขียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดีนั้น นักเรียนต้องได้รับการฝึกฝนเป็นเวลานาน    การเขียน คือ การสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วยข้อความเป็นลายลักษณ์อักษร มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดความคิดของผู้ส่งสารคือผู้เขียนไปสู่ผู้รับสารคือผู้อ่าน กระบวนการทักษะการเขียน ยังจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างระบบในการเขียน จากความถูกต้องแบบควบคุมได้ (Controlled Writing) ไปสู่การเขียนแบบควบคุมน้อยลง (Less Controlled Writing) อันจะนำไปสู่การเขียนแบบอิสระ ( Free Writing) ได้ในที่สุด ครูผู้สอนควรมีความรู้และความสามารถในการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการเขียนให้แก่ผู้เรียนได้ ผู้เรียนจึงจะมีทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่มีประสิทธิภาพสูงสุด     การฝึกทักษะการเขียนสำหรับผู้เรียนระดับต้น สิ่งที่ผู้เรียนต้องคำนึงถึงให้มากที่สุด คือ ผู้เรียนมีข้อมูลเกี่ยวกับ คำศัพท์ ( Vocabulary) โครงสร้างไวยากรณ์ ( Grammar Pattern) และเนื้อหา ( Content) อย่างเพียงพอที่จะเป็นแนวทางให้ผู้เรียนสามารถคิดและเขียนได้ ซึ่งทักษะการเขียนในระดับนี้ อาจมิใช่การเขียนเพื่อสื่อสารเต็มรูปแบบ แต่จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนอย่างเป็นระบบที่ถูกต้อง อันเป็นรากฐานสำคัญในการเขียนเพื่อการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับสูงได้ต่อไป ครูผู้สอนควรมีความรู้และความสามารถในการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการเขียนให้แก่ผู้เรียน  ผู้เรียนจึงจะมีทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่มีประสิทธิภาพสูงสุด การเขียนมีหลายประเภท เช่น การเขียนเรื่องสั้น การเขียนเชิงวิชาการ  การเขียนสารคดี แต่ละประเภทก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามจุดประสงค์  หัวใจสำคัญของการเขียน คือสิ่งที่จะทำให้เราเขียนได้ดีขึ้นนั้น เราต้องรู้ถึงหัวใจสำคัญของการเขียนก่อนว่า เราเขียนเพื่อจุดประสงค์อะไร เขียนให้ใครอ่าน  วิธีแก้ไขและพัฒนาทักษะการเขียน เราต้องพิจารณาก่อนว่าอะไรคือจุดอ่อนที่ทำให้เราเขียนไม่ได้แล้วแก้ปัญหาได้ตรงจุด  ในการเรียงลำดับของคำในเรื่องของเวลาและ Tense ต่างๆ  และวิธีแก้ไขการเขียนภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น 
                การเรียงลำดับของคำในเรื่องของเวลาและ Tense ต่างๆ แม้ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษจะมีรูปแบบประธาน + กริยา + กรรม เหมือนกันอย่างฉันรักเธอกับ I love you. แต่เวลาใส่คำขยายต่างๆ เข้าไปในประโยค ลำดับจะต่างกันอย่างฉันมีกระเป๋าสีแดง ก็เป็น I have a red bag นอกจากนี้เวลาทำเป็นประโยคคำถาม ภาษาอังกฤษก็จะย้ายคำกริยามาไว้หน้าประธาน ทั้งที่ภาษาไทยไม่มี เช่น นั่นคือแฟนเธอรึเปล่า กับ Is that your boyfriend? หรือเธอชื่ออะไร What is your name? (แปลตรงตัวได้ว่าอะไรคือชื่อเธอ)    ในเรื่องกาลภาษาไทยไม่ต้องเปลี่ยนรูปตามกาล จะกินเมื่อวาน วันนี้ หรือพรุ่งนี้ ก็ยังคง “กิน” อยู่วันยังค่ำ แต่ภาษาอังกฤษกลับมีตั้ง 12 Tenses ทั้งอดีตของอดีต ทำแล้วจบแล้วในอดีต ทำแล้วแต่ยังไม่จบ จะทำแบบแน่นอน จะทำแบบยังไม่แน่นอน หรือแม้แต่กาลปัจจุบันอย่าง Present Simple Tense ที่กริยายังต้องเติม –s, -es เมื่อประธานเป็นเอกพจน์อีก เรื่องTense ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่ผู้เขียนต้องคำนึงถึงในการเขียนงานทุกประเภท
                วิธีแก้ไขการเขียนภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น   วิธีที่ดีที่สุดคือคิดเป็นภาษาอังกฤษไป ห้ามคิดเป็นภาษาไทยแล้วแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษ เพราะรายละเอียดหลายๆ อย่างอาจจะตกหล่นระหว่างการแปลได้ มันพูดง่ายแต่ทำยากสำหรับใครหลายๆ คน เพราะมันต้องอาศัยความคุ้นเคย ถึงจะทำให้คิดเป็นภาษาอังกฤษได้เลย แต่ทุกคนสามารถทำได้ด้วยการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการฟังหรืออ่านก็ได้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยในการใช้ภาษา แต่ในระหว่างที่ยังไม่คุ้นกับการใช้ภาษาอังกฤษ ก็มีวิธีช่วยพัฒนาทักษะการเขียน ดังนี้ การเขียนร่างหลายๆ ครั้งหรือเขียนแล้วทบทวนแก้ไขหลายรอบ อย่าเขียนครั้งเดียวส่ง ร่างเสร็จก็ตรวจทานใหม่ ถ้าเป็นการบ้านที่อีกนานกว่าจะส่งก็ให้รีบทำแต่เนิ่นๆ ตรวจรอบแรกแล้วทิ้งไว้ซัก 3 วันแล้วมาอ่านอีกที แก้ไขแล้วก็เว้นไว้อีก 5 วันมาแก้อีกรอบ ควรเว้นจังหวะระหว่างการแก้ไขแต่ละครั้งด้วย (เหมือนแต่งนิยาย) ครั้งหลังๆ มาอ่านก็จะรู้สึกว่า “วันนั้นฉันเขียนอะไรลงไปบ้าง”จับอะไรรวมกันได้ก็รวมเข้าด้วยกัน รู้สึกว่าทำไมงานเขียนตัวเองมันดูพื้นๆ มากเลย มีแต่ I am. He is. They are. เต็มไปหมด เช่น He has beautiful eyes. They are green. He is looking right at me. ก็ลองรวมเป็น His beautiful green eyes are looking right at me. ซึ่งสามารถฝึกการแปลงรูปประโยคได้จากการอ่านและฟังเยอะๆ ดูหนังฟังเพลงจัดเต็มไปเลยค่ะ  การอ่านออกเสียงทำให้เราได้ใช้ประสาทสัมผัสเพิ่มมากขึ้น ซึ่งประสาทสัมผัสที่เพิ่มขึ้นก็เหมือนกับตัวช่วยตรวจสอบที่เพิ่มขึ้น บางทีพูดไปพูดมาน้องก็อาจจะรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมากับบางประโยคหรือขยันพิมพ์ภาษาอังกฤษในสเตตัส ใครจะว่าก็ช่าง แต่เราทำเพื่อพัฒนาทักษะตัวเอง เวลาอยากจะเมาท์หรือวิจารณ์หนังที่เพิ่งไปดูมา ก็ลองเปลี่ยนมาอัพสเตตัสเป็นภาษาอังกฤษแทน พยายามแสดงเหตุผลไปเยอะๆ พระเอกหล่อยังไง ตัวโกงดีเลวยังไง เพื่อนในเฟซบุ๊คที่เก่งภาษาอังกฤษผ่านมาเห็นก็จะช่วยแนะนำแก้ไขให้ และการแสดงความเห็นเป็นภาษาอังกฤษบ่อยๆ ก็จะทำให้ไม่รู้สึกว่ามันน่ากลัวเวลาต้องเขียนงานค่ะ นอกจากนี้พิมพ์ลง Google เมื่อมีประโยคที่ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกมั้ย วางคำขยายถูกตำแหน่งหรือยัง ให้ลองพิมพ์ประโยคนั้นลง Google ดูค่ะ ผลลัพธ์ที่ขึ้นมาจะช่วยยืนยันได้ว่ามีคนเขียนแบบนี้หรือไม่ แต่ต้องอ่านทีละผลลัพธ์ดีๆ ว่าเขาใช้ในสถานการณ์เดียวกันกับเราหรือไม่
                ความสำคัญของการเขียนนั้นมีมากมายการเขียนเป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่ต้องการถ่ายทอดความคิดความเข้าใจ และประสบการณ์ของตนเองออกเสนอผู้อ่านเป็นการเก็บบันทึกรวบรวมข้อมูล ที่ตนได้มีประสบการณ์มาก่อนเป็นการระบายอารมณ์อย่างหนึ่ง ในเรื่องที่ผู้เขียนเกิดความรู้สึกประทับใจหรือมีประสบการณ์ เป็นเครื่องถ่ายทอดมรดกวัฒนธรรม    เป็นเครื่องมือพัฒนาสติปัญญา เนื่องจากการเรียนรู้ทุกอย่างต้องอาศัยการเขียนเป็นเครื่องมือสำหรับบันทึกสิ่งที่ได้ฟังและได้อ่านและนำไปสู่การพัฒนาสืบไป เป็นการสนองความต้องการของมนุษย์ตามจุดประสงค์ที่แต่ละคนปรารถนา เช่น เพื่อต้องการทำให้รู้เรื่องราว ทำให้รัก ทำให้โกรธและสร้างหรือทำลายความสามัคคีของคนในชาติ เป็นการแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาของผู้เขียน เป็นอาชีพอย่างหนึ่ง เป็นการพัฒนาความสามารถและบุคลิกภาพ ทำให้บุคคลมีความเชื่อมั่นในตัวเองในการแสดงความรู้สึกและแนวคิด เป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ซึ่งประโยชน์ของการเขียนมีมากมาย และหากถ้าเราเขียนสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว แล้วสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ถูกต้องและชัดเจน จะทำให้เรามีความสามารถในการเขียนมากขึ้น เนื่องจากทักษะการเขียนเป็นทักษะทางภาษาที่ยากและซับซ้อนที่สุด การเขียนเป็นกระบวนการที่ต้องผ่านการคิดหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียงความคิดหรือการเลือกคำถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรหรือข้อความที่สามารถสื่อความหมายได้ตรงกับความต้องการ ดังนั้นในการเขียน นักเรียนต้องมีความสามารถอย่างแท้จริงในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องคำศัพท์และโครงสร้างทางภาษาเป็นอย่างดี ซึ่งการที่นักเรียนจะมีทักษะด้านการเขียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดีนั้น นักเรียนต้องได้รับการฝึกฝนเป็นเวลานาน และมีการใช้ภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอเพื่อความก้าวหน้าในการเขียนต่อไป  ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่ต้องมีและต้องทำ ซึ่งสามารถปรึกษาและขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่สอนภาษาอังกฤษ เรียนรู้จากเพื่อนร่วมชั้น หรือไม่ก็อ่านเรียงความทางวิชาการเยอะๆ ก็สามารถช่วยเพิ่มพูนทักษะนี้ได้เช่นกัน และเราสามารถที่จะเป็นผู้เขียนที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านไวยากรณ์อย่างแท้จริง และเราสามารถนำทักษะการเขียนโดยใช้เทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในด้านการเรียนและการทำงานในอนาคตได้


Learning Log (นอกห้องเรียน) (ครั้งที่ 9 )

Learning Log (นอกห้องเรียน)
6/10/58
(ครั้งที่ 9 )
                การเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักเรียนบางคนที่ไม่เข้าใจและไม่มีพื้นฐานในทักษะต่างๆหลายคน มีปัญหากับภาษาอังกฤษของตนเอง ยิ่งเรียนเท่าไหร่ก็ไม่เคยเข้าใจเนื้อหา แล้วพยายามที่จะฝึกฝน บางครั้งก็ไม่ได้เต็มศักยภาพของตนเอง การศึกษาภาษาอังกฤษไม่ได้จำกัดอยู่ในเฉพาะตำราเรียนห้องเรียนแต่เราสามารถเรียนรู้ได้จากสิ่งต่างๆรอบข้าง เราฝึกภาษาอังกฤษจากสิ่งรอบรอบตัวเราได้แนวทางหนึ่งที่จะทำให้ทุกคนอยู่กับภาษาอังกฤษได้ทุกวันทุกเวลา คือการฝึกฝนภาษาอังกฤษผ่านเพลงสากลหรือเพลงภาษาอังกฤษ ผ่านหนังหรือสื่อเทคโนโลยีต่างๆโดยเฉพาะการฟังเพลงเป็นสิ่งที่พวกเราทำอยู่เป็นประจำทุกวันโดยการฟังนั้นจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาภาษาได้อย่างรวดเร็ว และเราสามารถทำด้วยตนเองได้ สามารถประหยัดเวลาและประหยัดเงินได้อีกด้วยเพราะในปัจจุบันสื่อเทคโนโลยีต่างๆในรูปแบบต่างๆล้วนเป็นสิ่งจำเป็น ต้องใช้และขาดมันไม่ได้ นอกจากมันจะช่วยให้เราผ่อนคลายสามารถให้ความบันเทิงแก่เราได้อีกด้วยเรายังสามารถใช้ประโยชน์จากสื่อเทคโนโลยีเหล่านี้โดยการประยุกต์การฟังเพลงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเราในการฝึกภาษาอังกฤษ การฟังเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา การฝึกด้วยเพลงคือวิธีหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากเป็นอันดับต้นๆเพราะ นอกจาก จะได้ฟังสำนวนภาษาและเรียนรู้วิธีออกเสียงแล้วเพลงยังทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินและโฟกัสกับการเรียนรู้ได้นานขึ้นด้วย ดิฉันจึงได้เลือกใช้วิธีนี้เป็นวิธีในการฝึกทักษะการฟังของดิฉันโดยดิฉันได้ปฏิบัติตามเทคนิคเคล็ดลับ 7 ข้อในการฝึกภาษาอังกฤษผ่านเพลงการศึกษา เคล็ดลับ 7 ข้อในการฝึกภาษาอังกฤษผ่านเพลง
                เคล็ดลับ 7 ข้อในการฝึกภาษาอังกฤษผ่านเพลงมีดังนี้ 1 รู้จักแหล่งหาเพลงดีๆแน่นอนทุกคนต้องรู้จักเว็บแชร์วิดีโอชื่อดังโดยเฉพาะ youtube และวิดีโอ 2 เว็บไซต์นี้มีเพลงมากมาย ดีๆมีให้เลือกฟังอย่างไม่หวาดไม่ไหวแนะนำว่าคนที่ยังฟังไม่ค่อยคล่องร้องหาชื่อเพลงโดยใส่คีย์บอร์ดว่า subtitle หรือ lyrics ต่อท้าย การมีเนื้อร้องให้เราร้องตาม ไปทีละท่อนจะช่วยให้การหัดฟังเพลงภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น 2 เลือกเพลงให้เหมาะสมเลือกเพลงที่ชอบจะทำให้เราจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนได้นานเนื้อเพลงที่ภาษาไม่ง่ายหรือยากจนเกินไป เนื้อเพลงเป็นคำที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ระวังการออกเสียงที่ไม่ชัดเจนของนักร้องด้วยอย่างพวกเพลงร็อคเมทัล อาจจะไม่ค่อยเหมาะในการนำมาใช้ฝึกภาษาอังกฤษสักเท่าไหร่ ควรเลือกเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวพอให้นึกภาพตามได้หากเริ่มฝึกแบบมีพื้นฐานน้อยมาก อาจลองเริ่มจากเพลงสำหรับเด็กควรเริ่มจากเพลงป๊อปเพราะเพลงใหญ่เพราะเพลงส่วนใหญ่จะเป็นเพลงเกี่ยวกับความรัก ความโรแมนติก ใช้คำศัพท์ง่ายๆๆ จากนั้นเมื่อชำนาญมากขึ้นจึงค่อยแตกสาขาไปฝึกจากเพลงประเภทอื่นที่กว้างขึ้น 3 ฝึกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนการอ่านเนื้อเพลงตามไปด้วยจะทำให้เข้าใจความหมายของเพลงและจดจำคำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น แต่การฟังเพลงเล็กๆควรลองฟังแบบไม่รู้เนื้อเพลงก่อนแล้วพยายามเขียนคำศัพท์หรือประโยคเท่าที่พอจับใจความได้ออกมาให้ได้มากที่สุด จากนั้น จึงค่อยฟังซ้ำด้วยเปิดเนื้อเพลงตามไปด้วย 4 ร้องตามอย่างเต็มเสียงขั้นตอนนี้ถ้าไม่มั่นใจในเสียงของตนเองแนะนำให้สุกร้องเวลาอยู่คนเดียวจะดีที่สุด จะได้ไม่รบกวนคนรอบข้างด้วยค่ะเวลาร้องตามขอให้ร้องอย่างเต็มเสียงและขยับปากอย่างเต็มที่เพื่อเป็นการฝึกกล้ามเนื้อริมฝีปากเพราะภาษาอังกฤษมีการใช้กล้ามเนื้อเล็กฝีปากมากกว่าภาษาไทยฝึกบ่อยๆจะทำให้สำเนียงเราใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากขึ้น 5 พยายามร้องเพลงจากความจำท่านนี้เหมาะสำหรับคนที่ฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเองมาซักระยะจนชำนาญประมาณหนึ่ง เริ่มจะจำเนื้อร้องบางท่อนของเพลงได้บ้างแล้ว ว่างๆก็ลองหัดทำเพลงเป็นภาษาอังกฤษแบบไม่รู้เนื้อร้อง ดูนะคะ จะช่วยให้เราคุ้นชินกับการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันมากขึ้น 6 ฟังเพลงสลับไปสลับมาจากขั้นตอนที่แนะนำมาทั้งหมดไม่จำเป็นต้องเลือกมา 1 เพลงและโฟกัสในการฝึกเพลงนั้นซ้ำซ้ำอยู่แค่เพลงเดียวในรอบแรกคุณอาจจะฟังแบบผ่านผ่านแล้วดูเนื้อตามไปหลายๆเพลงก่อน จากนั้นจึงค่อยกลับมาฟังเพลงแรกและทบทวนคำศัพท์ 7 ค้นหาเพลงใหม่ที่ระดับยากขึ้นเพื่อการฝึกฝนที่มีประสิทธิภาพ ควรพัฒนาตนเองด้วยการเลือกเพลงที่ระดับยากขึ้นซึ่งจะทำให้สำนวนและคำคำศัพท์ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้นด้วย ถ้าไม่รู้ว่าเพลงจะเลือกเพลงยังไงดี Fluentu ที่สามารถช่วยได้ค่ะ

                การฝึกในทักษะการฟังด้านภาษาอังกฤษให้ได้ผลดีนั้นไม่จำเป็นต้องฝึกวันละหลายชั่วโมงแต่สิ่งสำคัญที่การฝึกด้วยใช้ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมออาจจะฝึกแค่วันละ 1-2 ชั่วโมงแต่ต้องอย่าทิ้งเป้าหมายกลางคันนะคะหากไม่ท้อถอยไม่นานเกินรอต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนนอกจากที่เราจะฟังได้คล่องแคล่วแล้วเราสามารถที่จะร้องเพลงตามต้นฉบับได้อย่างไพเราะและถูกต้องอีกด้วย ที่สำคัญเราสามารถได้คำศัพท์ที่เยอะแยะมากมายอย่างไม่รู้ตัว และสามารถนำคำศัพท์หรือประโยคมาใช้ในชีวิตประจำวันและการเรียนการสอนต่อไปในอนาคต  การฝึกภาษาอังกฤษด้วยเพลงนั้นเราสามารถฝึกได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่เรามี เราสามารถเข้าใจในภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้นและสามารถฟังได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้นเทคนิควิธีการนี้เป็นเทคนิคที่ดีสำหรับการที่จะทำให้เรามีความสามารถและมีศักยภาพในทักษะการฟังที่ดียิ่งขึ้น และเราสามารถฟังได้อย่างคล่องแคล่วและสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับนักเรียนทุกคนที่จะพัฒนาสิ่งเหล่านี้ในการศึกษาหาความรู้ต่อไปในอนาคต

Learning Log (นอกห้องเรียน) (ครั้งที่ 8)

Learning Log (นอกห้องเรียน)
29/09/58
(ครั้งที่ 8)
                การอ่านเป็นทักษะที่เราฝึกฝนการตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่วิชาภาษาไทยจนถึงไปยังวิชาภาษาอังกฤษเด็กไทยได้รับการฝึกฝนในเรื่องของการอ่านตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลในการอ่าน ก-ฮ และภาษาอังกฤษ A-Z โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษ เด็กไทยได้รับการฝึกฝนท่องภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษต่อมาก็เป็นคำศัพท์ง่ายๆในภาษาอังกฤษ เช่น cat bat rat dog และอีกมากมาย ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารอันดับ1ของอาเซียน เป็นสิ่งที่สำคัญในการพูดสื่อสารหรือติดต่อกับผู้คนต่างๆนานา โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองในปัจจุบันชาวต่างประเทศ ที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารและเป็นสื่อในการอ่าน เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร หรือแม้กระทั่งตำราเรียนต่างๆ การที่เราจะเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น คือการอ่านถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นต่างๆ ในการเรียนรู้คำศัพท์และประโยคต่างๆ การที่เราจะเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น คือการเริ่มต้นจากการอ่าน อ่านทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ป้ายโฆษณา แผ่นพับ นิตยสารต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เราซึมซับภาษาอังกฤษๆได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง โดยเฉพาะเราสามารถที่จะอ่านได้คล่องแคล่ว ว่องไว และถูกต้อง หากเราอ่านบ่อยๆ เราสามารถที่จะเข้าใจคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น และมีคลังคำศัพท์ที่มากขึ้นในสมอง และเรายังสามารถใช้คำศัพท์ได้ถูกต้องตามบทความอีกด้วย เราสามารถรู้การใช้คำในหนังสือพิมพ์การเขียนการ์ตูน การเขียนนิตยสาร หรือการเขียนแผ่นพับว่ามีการใช้คำอย่างไรในรูปแบบของภาษาอังกฤษ เพราะการใช้คำในภาษาอังกฤษในแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันมาก ผู้เรียนทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทักษะด้านการอ่าน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียบเรียงความคิด และการเรียนรู้การแสดง ความคิดเห็นในด้านต่างๆ และเราสามารถเข้าใจจุดประสงค์ของผู้แต่งหนังสือได้อีกด้วย เราจึงควรที่จะเรียนรู้ทักษะการฟังเพื่อนำไปใช้ในการเรียน การเพื่อให้ฟังอย่างเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องเทคนิคในการอ่าน
                เทคนิคในการพัฒนาทักษะการอ่านเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาการอ่านได้ดียิ่งขึ้น ถือว่าเป็นทางลัดสำหรับผู้ที่ต้องการในการอ่านหนังสือต่างๆ อย่างเข้าใจ โดยมีเทคนิคง่ายดังนี้ ฝึกอ่านบทความและบทสนทนาภาษาอังกฤษ ซึ่งบทสนทนานั้นจะต้องอ่านด้วยความเร็วปกติที่ชาวต่างชาติอ่าน อย่าอ่านเร็ว หรือช้าเกินไปจะทำให้เราจับประเด็นยาก ซึ่งจะทำให้เราเคยชินกับการอ่านภาษาไทย ในแบบที่อ่านอย่างเร็วและเมื่อเจอชาวต่างชาติที่พูดด้วยอัตราความเร็วปกติ เราก็ไม่เข้าใจเช่นเดิม การฝึกอ่านครั้งแรกๆเราควรฝึกอ่านหลายๆครั้ง เช่นการอ่าน นวนิยายต่างๆ เราควรเลือกหนังที่เราชอบ จะทำให้เราอยากอ่านมันมากขึ้น ให้อ่านหลายๆรอบ เช่น อ่านตอนที่1. สัก 3 รอบ จะทำให้เราเข้าใจและจำคำศัพท์ได้อีกด้วย โดยเทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษจะมี 2 อย่างด้วยกันคือ เทคนิคการแบบ Skimming การอ่านแบบ Skim คือการดูภาพรวมกว้างๆ อย่างไวๆ และรวดเร็วมันจะช่วยให้เรารู้ว่า เรื่องที่เราอ่านจะเกี่ยวกับอะไร วิธีการอ่านแบบ Skim มีวิธีการง่ายๆ ดังนี้ 1. อ่านชื่อเรื่อง 2. ดูรูปภาพ (ชื่อเรื่องและรูปภาพจะทำให้เราสามารถเข้าใจได้เยอะมาก) 3. อ่านหัวข้อใหญ่ที่ส่วนมากเป็นตัวหนา 4. อ่านบทนำสัก 1-2 ประโยค 5. อ่าน1-2 ประโยคของแต่ละย่อหน้าจะทำให้เรารู้ว่าแต่ละย่อหน้าพูดถึงอะไรเป็นประเด็นหลัก 6. ลองไปดูสรุปย่อหน้าสุดท้ายสักนิดว่าสรุปอย่างไรเมื่ออ่าน Skim แล้วจะทำให้เราสามารถเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนการอ่านแบบ Scan การอ่านแบบ Scanning จะง่ายมากในการทำข้อสอบ Reading แค่ถูกเราดูโจทย์ Scan หาคำตอบในเนื้อหาที่เรา Skim ไปแล้วคร่าวๆ เทคนิคนี้จะสามารถช่วยให้เราอ่านหนังสือประเภทต่างๆได้ง่ายขึ้น

                การอ่านภาษาอังกฤษมี 2 ลักษณะ คือการอ่านแบบ Skimming และ Scanning การอ่านเป็นการรับรู้และท่าความเข้าใจในสิ่งที่อ่านอย่างมีจุดมั่งหมาย เช่นเดียวกับการฟัง แต่การอ่านจะใช้การรับรู้จากตัวอักษรที่ผ่านตา ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญและมีความสามารถเพิ่มพูนได้ ด้วยเทคนิควิธีการโดยเฉพาะครูผู้สอนที่จะมีเทคนิคในการสอนทักษะการอ่านให้แก่ผู้เรียนอย่างไร เพื่อให้การอ่านแต่ละลักษณะประสบผลสำเร็จ การอ่านจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เด็กไทยควรฝึกฝน โดยเริ่มจากการอ่านที่อยู่รอบๆ ตัวเราจะทำให้เราเป็นคนใฝ่รู้  สามารถทำให้เราเข้าและเรียนรู้อย่างง่ายดายมากขึ้น การที่เราอานมากๆ นอกจากจะทำให้เรามีทักษะการอ่านที่ดีขึ้นแล้ว เรายังสามารถได้ความรู้และคำศัพท์ใหม่ๆตลอดเวลา จะทำให้อ่านและเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว และสิ่งเหล่านี้หากเราฝึกฝนเป็นประจำจะทำให้เราอ่านภาษาอังกฤษอย่าง่ายดายและสามารถเข้าใจและนำปรับไปใช้ในการเรียน จำทำให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น และสามารถที่จะเรียนได้อย่างก้าวไกลในอนาคต