วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning Log (นอกห้องเรียน) (ครั้งที่ 9 )

Learning Log (นอกห้องเรียน)
6/10/58
(ครั้งที่ 9 )
                การเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักเรียนบางคนที่ไม่เข้าใจและไม่มีพื้นฐานในทักษะต่างๆหลายคน มีปัญหากับภาษาอังกฤษของตนเอง ยิ่งเรียนเท่าไหร่ก็ไม่เคยเข้าใจเนื้อหา แล้วพยายามที่จะฝึกฝน บางครั้งก็ไม่ได้เต็มศักยภาพของตนเอง การศึกษาภาษาอังกฤษไม่ได้จำกัดอยู่ในเฉพาะตำราเรียนห้องเรียนแต่เราสามารถเรียนรู้ได้จากสิ่งต่างๆรอบข้าง เราฝึกภาษาอังกฤษจากสิ่งรอบรอบตัวเราได้แนวทางหนึ่งที่จะทำให้ทุกคนอยู่กับภาษาอังกฤษได้ทุกวันทุกเวลา คือการฝึกฝนภาษาอังกฤษผ่านเพลงสากลหรือเพลงภาษาอังกฤษ ผ่านหนังหรือสื่อเทคโนโลยีต่างๆโดยเฉพาะการฟังเพลงเป็นสิ่งที่พวกเราทำอยู่เป็นประจำทุกวันโดยการฟังนั้นจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาภาษาได้อย่างรวดเร็ว และเราสามารถทำด้วยตนเองได้ สามารถประหยัดเวลาและประหยัดเงินได้อีกด้วยเพราะในปัจจุบันสื่อเทคโนโลยีต่างๆในรูปแบบต่างๆล้วนเป็นสิ่งจำเป็น ต้องใช้และขาดมันไม่ได้ นอกจากมันจะช่วยให้เราผ่อนคลายสามารถให้ความบันเทิงแก่เราได้อีกด้วยเรายังสามารถใช้ประโยชน์จากสื่อเทคโนโลยีเหล่านี้โดยการประยุกต์การฟังเพลงเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเราในการฝึกภาษาอังกฤษ การฟังเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา การฝึกด้วยเพลงคือวิธีหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากเป็นอันดับต้นๆเพราะ นอกจาก จะได้ฟังสำนวนภาษาและเรียนรู้วิธีออกเสียงแล้วเพลงยังทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินและโฟกัสกับการเรียนรู้ได้นานขึ้นด้วย ดิฉันจึงได้เลือกใช้วิธีนี้เป็นวิธีในการฝึกทักษะการฟังของดิฉันโดยดิฉันได้ปฏิบัติตามเทคนิคเคล็ดลับ 7 ข้อในการฝึกภาษาอังกฤษผ่านเพลงการศึกษา เคล็ดลับ 7 ข้อในการฝึกภาษาอังกฤษผ่านเพลง
                เคล็ดลับ 7 ข้อในการฝึกภาษาอังกฤษผ่านเพลงมีดังนี้ 1 รู้จักแหล่งหาเพลงดีๆแน่นอนทุกคนต้องรู้จักเว็บแชร์วิดีโอชื่อดังโดยเฉพาะ youtube และวิดีโอ 2 เว็บไซต์นี้มีเพลงมากมาย ดีๆมีให้เลือกฟังอย่างไม่หวาดไม่ไหวแนะนำว่าคนที่ยังฟังไม่ค่อยคล่องร้องหาชื่อเพลงโดยใส่คีย์บอร์ดว่า subtitle หรือ lyrics ต่อท้าย การมีเนื้อร้องให้เราร้องตาม ไปทีละท่อนจะช่วยให้การหัดฟังเพลงภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น 2 เลือกเพลงให้เหมาะสมเลือกเพลงที่ชอบจะทำให้เราจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนได้นานเนื้อเพลงที่ภาษาไม่ง่ายหรือยากจนเกินไป เนื้อเพลงเป็นคำที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ระวังการออกเสียงที่ไม่ชัดเจนของนักร้องด้วยอย่างพวกเพลงร็อคเมทัล อาจจะไม่ค่อยเหมาะในการนำมาใช้ฝึกภาษาอังกฤษสักเท่าไหร่ ควรเลือกเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวพอให้นึกภาพตามได้หากเริ่มฝึกแบบมีพื้นฐานน้อยมาก อาจลองเริ่มจากเพลงสำหรับเด็กควรเริ่มจากเพลงป๊อปเพราะเพลงใหญ่เพราะเพลงส่วนใหญ่จะเป็นเพลงเกี่ยวกับความรัก ความโรแมนติก ใช้คำศัพท์ง่ายๆๆ จากนั้นเมื่อชำนาญมากขึ้นจึงค่อยแตกสาขาไปฝึกจากเพลงประเภทอื่นที่กว้างขึ้น 3 ฝึกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนการอ่านเนื้อเพลงตามไปด้วยจะทำให้เข้าใจความหมายของเพลงและจดจำคำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น แต่การฟังเพลงเล็กๆควรลองฟังแบบไม่รู้เนื้อเพลงก่อนแล้วพยายามเขียนคำศัพท์หรือประโยคเท่าที่พอจับใจความได้ออกมาให้ได้มากที่สุด จากนั้น จึงค่อยฟังซ้ำด้วยเปิดเนื้อเพลงตามไปด้วย 4 ร้องตามอย่างเต็มเสียงขั้นตอนนี้ถ้าไม่มั่นใจในเสียงของตนเองแนะนำให้สุกร้องเวลาอยู่คนเดียวจะดีที่สุด จะได้ไม่รบกวนคนรอบข้างด้วยค่ะเวลาร้องตามขอให้ร้องอย่างเต็มเสียงและขยับปากอย่างเต็มที่เพื่อเป็นการฝึกกล้ามเนื้อริมฝีปากเพราะภาษาอังกฤษมีการใช้กล้ามเนื้อเล็กฝีปากมากกว่าภาษาไทยฝึกบ่อยๆจะทำให้สำเนียงเราใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากขึ้น 5 พยายามร้องเพลงจากความจำท่านนี้เหมาะสำหรับคนที่ฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเองมาซักระยะจนชำนาญประมาณหนึ่ง เริ่มจะจำเนื้อร้องบางท่อนของเพลงได้บ้างแล้ว ว่างๆก็ลองหัดทำเพลงเป็นภาษาอังกฤษแบบไม่รู้เนื้อร้อง ดูนะคะ จะช่วยให้เราคุ้นชินกับการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันมากขึ้น 6 ฟังเพลงสลับไปสลับมาจากขั้นตอนที่แนะนำมาทั้งหมดไม่จำเป็นต้องเลือกมา 1 เพลงและโฟกัสในการฝึกเพลงนั้นซ้ำซ้ำอยู่แค่เพลงเดียวในรอบแรกคุณอาจจะฟังแบบผ่านผ่านแล้วดูเนื้อตามไปหลายๆเพลงก่อน จากนั้นจึงค่อยกลับมาฟังเพลงแรกและทบทวนคำศัพท์ 7 ค้นหาเพลงใหม่ที่ระดับยากขึ้นเพื่อการฝึกฝนที่มีประสิทธิภาพ ควรพัฒนาตนเองด้วยการเลือกเพลงที่ระดับยากขึ้นซึ่งจะทำให้สำนวนและคำคำศัพท์ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้นด้วย ถ้าไม่รู้ว่าเพลงจะเลือกเพลงยังไงดี Fluentu ที่สามารถช่วยได้ค่ะ

                การฝึกในทักษะการฟังด้านภาษาอังกฤษให้ได้ผลดีนั้นไม่จำเป็นต้องฝึกวันละหลายชั่วโมงแต่สิ่งสำคัญที่การฝึกด้วยใช้ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมออาจจะฝึกแค่วันละ 1-2 ชั่วโมงแต่ต้องอย่าทิ้งเป้าหมายกลางคันนะคะหากไม่ท้อถอยไม่นานเกินรอต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนนอกจากที่เราจะฟังได้คล่องแคล่วแล้วเราสามารถที่จะร้องเพลงตามต้นฉบับได้อย่างไพเราะและถูกต้องอีกด้วย ที่สำคัญเราสามารถได้คำศัพท์ที่เยอะแยะมากมายอย่างไม่รู้ตัว และสามารถนำคำศัพท์หรือประโยคมาใช้ในชีวิตประจำวันและการเรียนการสอนต่อไปในอนาคต  การฝึกภาษาอังกฤษด้วยเพลงนั้นเราสามารถฝึกได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่เรามี เราสามารถเข้าใจในภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้นและสามารถฟังได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้นเทคนิควิธีการนี้เป็นเทคนิคที่ดีสำหรับการที่จะทำให้เรามีความสามารถและมีศักยภาพในทักษะการฟังที่ดียิ่งขึ้น และเราสามารถฟังได้อย่างคล่องแคล่วและสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับนักเรียนทุกคนที่จะพัฒนาสิ่งเหล่านี้ในการศึกษาหาความรู้ต่อไปในอนาคต

Learning Log (นอกห้องเรียน) (ครั้งที่ 8)

Learning Log (นอกห้องเรียน)
29/09/58
(ครั้งที่ 8)
                การอ่านเป็นทักษะที่เราฝึกฝนการตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่วิชาภาษาไทยจนถึงไปยังวิชาภาษาอังกฤษเด็กไทยได้รับการฝึกฝนในเรื่องของการอ่านตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลในการอ่าน ก-ฮ และภาษาอังกฤษ A-Z โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษ เด็กไทยได้รับการฝึกฝนท่องภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษต่อมาก็เป็นคำศัพท์ง่ายๆในภาษาอังกฤษ เช่น cat bat rat dog และอีกมากมาย ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารอันดับ1ของอาเซียน เป็นสิ่งที่สำคัญในการพูดสื่อสารหรือติดต่อกับผู้คนต่างๆนานา โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองในปัจจุบันชาวต่างประเทศ ที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารและเป็นสื่อในการอ่าน เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร หรือแม้กระทั่งตำราเรียนต่างๆ การที่เราจะเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น คือการอ่านถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นต่างๆ ในการเรียนรู้คำศัพท์และประโยคต่างๆ การที่เราจะเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น คือการเริ่มต้นจากการอ่าน อ่านทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ป้ายโฆษณา แผ่นพับ นิตยสารต่างๆ ที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เราซึมซับภาษาอังกฤษๆได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง โดยเฉพาะเราสามารถที่จะอ่านได้คล่องแคล่ว ว่องไว และถูกต้อง หากเราอ่านบ่อยๆ เราสามารถที่จะเข้าใจคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น และมีคลังคำศัพท์ที่มากขึ้นในสมอง และเรายังสามารถใช้คำศัพท์ได้ถูกต้องตามบทความอีกด้วย เราสามารถรู้การใช้คำในหนังสือพิมพ์การเขียนการ์ตูน การเขียนนิตยสาร หรือการเขียนแผ่นพับว่ามีการใช้คำอย่างไรในรูปแบบของภาษาอังกฤษ เพราะการใช้คำในภาษาอังกฤษในแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันมาก ผู้เรียนทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทักษะด้านการอ่าน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียบเรียงความคิด และการเรียนรู้การแสดง ความคิดเห็นในด้านต่างๆ และเราสามารถเข้าใจจุดประสงค์ของผู้แต่งหนังสือได้อีกด้วย เราจึงควรที่จะเรียนรู้ทักษะการฟังเพื่อนำไปใช้ในการเรียน การเพื่อให้ฟังอย่างเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องเทคนิคในการอ่าน
                เทคนิคในการพัฒนาทักษะการอ่านเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาการอ่านได้ดียิ่งขึ้น ถือว่าเป็นทางลัดสำหรับผู้ที่ต้องการในการอ่านหนังสือต่างๆ อย่างเข้าใจ โดยมีเทคนิคง่ายดังนี้ ฝึกอ่านบทความและบทสนทนาภาษาอังกฤษ ซึ่งบทสนทนานั้นจะต้องอ่านด้วยความเร็วปกติที่ชาวต่างชาติอ่าน อย่าอ่านเร็ว หรือช้าเกินไปจะทำให้เราจับประเด็นยาก ซึ่งจะทำให้เราเคยชินกับการอ่านภาษาไทย ในแบบที่อ่านอย่างเร็วและเมื่อเจอชาวต่างชาติที่พูดด้วยอัตราความเร็วปกติ เราก็ไม่เข้าใจเช่นเดิม การฝึกอ่านครั้งแรกๆเราควรฝึกอ่านหลายๆครั้ง เช่นการอ่าน นวนิยายต่างๆ เราควรเลือกหนังที่เราชอบ จะทำให้เราอยากอ่านมันมากขึ้น ให้อ่านหลายๆรอบ เช่น อ่านตอนที่1. สัก 3 รอบ จะทำให้เราเข้าใจและจำคำศัพท์ได้อีกด้วย โดยเทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษจะมี 2 อย่างด้วยกันคือ เทคนิคการแบบ Skimming การอ่านแบบ Skim คือการดูภาพรวมกว้างๆ อย่างไวๆ และรวดเร็วมันจะช่วยให้เรารู้ว่า เรื่องที่เราอ่านจะเกี่ยวกับอะไร วิธีการอ่านแบบ Skim มีวิธีการง่ายๆ ดังนี้ 1. อ่านชื่อเรื่อง 2. ดูรูปภาพ (ชื่อเรื่องและรูปภาพจะทำให้เราสามารถเข้าใจได้เยอะมาก) 3. อ่านหัวข้อใหญ่ที่ส่วนมากเป็นตัวหนา 4. อ่านบทนำสัก 1-2 ประโยค 5. อ่าน1-2 ประโยคของแต่ละย่อหน้าจะทำให้เรารู้ว่าแต่ละย่อหน้าพูดถึงอะไรเป็นประเด็นหลัก 6. ลองไปดูสรุปย่อหน้าสุดท้ายสักนิดว่าสรุปอย่างไรเมื่ออ่าน Skim แล้วจะทำให้เราสามารถเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนการอ่านแบบ Scan การอ่านแบบ Scanning จะง่ายมากในการทำข้อสอบ Reading แค่ถูกเราดูโจทย์ Scan หาคำตอบในเนื้อหาที่เรา Skim ไปแล้วคร่าวๆ เทคนิคนี้จะสามารถช่วยให้เราอ่านหนังสือประเภทต่างๆได้ง่ายขึ้น

                การอ่านภาษาอังกฤษมี 2 ลักษณะ คือการอ่านแบบ Skimming และ Scanning การอ่านเป็นการรับรู้และท่าความเข้าใจในสิ่งที่อ่านอย่างมีจุดมั่งหมาย เช่นเดียวกับการฟัง แต่การอ่านจะใช้การรับรู้จากตัวอักษรที่ผ่านตา ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญและมีความสามารถเพิ่มพูนได้ ด้วยเทคนิควิธีการโดยเฉพาะครูผู้สอนที่จะมีเทคนิคในการสอนทักษะการอ่านให้แก่ผู้เรียนอย่างไร เพื่อให้การอ่านแต่ละลักษณะประสบผลสำเร็จ การอ่านจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เด็กไทยควรฝึกฝน โดยเริ่มจากการอ่านที่อยู่รอบๆ ตัวเราจะทำให้เราเป็นคนใฝ่รู้  สามารถทำให้เราเข้าและเรียนรู้อย่างง่ายดายมากขึ้น การที่เราอานมากๆ นอกจากจะทำให้เรามีทักษะการอ่านที่ดีขึ้นแล้ว เรายังสามารถได้ความรู้และคำศัพท์ใหม่ๆตลอดเวลา จะทำให้อ่านและเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว และสิ่งเหล่านี้หากเราฝึกฝนเป็นประจำจะทำให้เราอ่านภาษาอังกฤษอย่าง่ายดายและสามารถเข้าใจและนำปรับไปใช้ในการเรียน จำทำให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น และสามารถที่จะเรียนได้อย่างก้าวไกลในอนาคต

Learning Log (นอกห้องเรียน)(ครั้งที่ 7)

Learning Log (นอกห้องเรียน)
22/09/58
(ครั้งที่ 7)
                ในปัจจุบันโลกของเรากำลังพัฒนาในด้านต่างๆ มากมาย ประเทศไทยเองก็เช่นกัน โลกของเรากำลังเข้าสู้ยุคที่มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างกว้างขวางดังนั้นในการสื่อสารกันระหว่างบุคคล จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีตัวกลางในการส่งสารระหว่างกัน นั่นก็คือ ภาษา ภาษามีความจำเป็นและเป็นภาษาหลักของโลก คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่คนทั่วโลกใช้ในการติดต่อสื่อสารกันและกันประเทศไทยก็ได้มีการพัฒนาภาษาอังกฤษมาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อให้เด็กไทยได้มีทักษะด้านทางภาษาอังกฤษที่ดีมากขึ้น โดยเฉพาะทักษะการฟัง ที่เป็นสิ่งที่มีปัญหามากที่เกิดขึ้นกับนักเรียนทุกระดับชั้นสาเหตุสำคัญคือ การที่เราไม่รู้ความหมายของศัพท์และฟังคำศัพท์ที่ชาวต่างชาติพูดไม่เข้าใจการฟังจึงเป็นบทบาทที่สำคัญมากในการเรียนภาษาอังกฤษ การฟังจะทำให้เราเข้าใจจุดมุ่งหมายของการสื่อสารมากขึ้น ว่าผู้ส่งสารต้องการสื่ออะไร หากเราสามารถเจ้าใจก็จะสามารถที่จะรู้จุดประสงค์และจุดมุ่งหมายของผู้พูดได้ การฟังภาษาอังกฤษถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดและพัฒนายากที่สุด ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของคนไทยส่วนใหญ่ รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดของการเรียนภาษาอังกฤษของคนไทย ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเองสามารถที่จะเรียนรู้และฟังภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น โดยวิธีการฝึกฟังภาษาอังกฤษให้ได้ผลเร็ว
                การฝึกฟังภาษาอังกฤษให้ได้ผลรวดเร็ว มีเทคนิคดังนี้ 1. ฝึกฟังจากเทป บทสนทนาภาษาอังกฤษ ซึ่งบทสนทนานั้นจะต้องพูดด้วยความเร็วปกติที่ชาวต่างชาติพูด อย่าฝึกฟังจากเทปที่พูดช้ากว่าการพูดปกติของเรา เนื่องจากทำให้เราเคยชินกับการฟังภาษาอังกฤษ แบบที่พูดซ้ำๆเมื่อเราเจอชาวต่างชาติที่พูดด้วยอัตราเร็วปกติ เราก็ไม่เข้าใจเช่นเดิม 2. การฝึกฟังครั้งแรกๆ ความเริ่มฟังครั้งที่ 5-10 ประโยค (อย่าฟังประโยคเยอะเกินไปจนไม่สามารถจะจำประโยคเหล่านี้ได้) 3. ขณะที่ฝึกภาษาอังกฤษต้องมี Script และหากว่าคำใดที่เราเคยออกเสียงไม่เหมือนเราหรือเราฟังไม่รู้เรื่องแม้จะมี Script ให้หยุดเทป และจดลงใน Script ว่าเสียงที่เราได้ยินนั้นคืออะไร รอบที่2 และ3 ออกเสียงตาม รอบที่4-6 ลองฟังแบบหลับตาโดยไม่มี Script  5. ช่วงแรก ขอให้ฝึกฟังประโยคเดิมๆด้วยวิธีข้างต้นสัปดาห์ละ2-3 ครั้ง ฝึกทุกวันได้ยิ่งดีและจึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนประโยคให้มากขึ้นเป็น 15-20 ประโยค ต่อการฝึกฟังแต่ละครั้งตัวอย่างเช่นที่ข้าพเจ้าได้ฝึกคือ การฝึกการฟังจากบทสนทนาในนิทาน ตอกแรกข้าพเจ้าก็ฟังประมาณ 2-3 รอบ และฟังประโยคแรกๆ ที่ง่ายๆ ให้เข้าใจก่อน และค่อยฟังประโยคถัดไป ในขณะที่ฟังนั้นข้าพเจ้าก็มีตัว Script ของเรื่องแต่เป็นของตัวละครที่ตัวละครแต่ละตัวพูดสนทนากัน ตอกแรกที่ข้าพเจ้าก็มีตัว Script ของเรื่องแต่เป็นของตัวละครที่ตัวละครแต่ละตัวพูดสนทนากัน ตอนแรกที่ข้าพเจ้าฟังมีบางคน ซึ่งหลายคำมากที่ข้าพเจ้าฟังไม่ออกเลยพอดูสคริปก็สามารถอ่านคำนั้นได้แต่ไม่ถูกต้อง ข้าพเจ้าจึงจดจำคำอ่านที่ถูกต้องลงในคลิปและอ่านตามอีก 2-3 รอบ หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็อ่านออกเสียงตามบทสนทนาในนิทานหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ลองฝึกฟังโดยไม่มี Script ประมาณ 2-3 รอบ และฝึกอย่างนี้ทุกๆวัน ประมาณ 1 อาทิตย์ ข้าพเจ้าสามารถซึบซับและฟังอย่างเข้าใจในระดับหนึ่ง

                ดังนั้น การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดที่ต้องได้รับการพัฒนาก่อนเป็นอันดับแรก การฟังมากๆซ้ำๆ นอกจากจะทำให้เรามีทักษะการฟังที่ดีมากขึ้นแล้ว ยังทำให้สามารถพูดได้ เมื่อเราพูดประโยคเหล่านั้นออกมาได้แล้ว เราก็หลุดออกจากกับติดไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้แล้ว นั้นแปลว่าเราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างอัตโนมัติ หลังจากนั้นจึงค่อยมากศึกษาคำแปลของประโยคเหล่านั้นให้มีมากขึ้น ลำดับต่อไปจึงไปฝึกพูดประโยคภาษาอังกฤษเหล่านั้นให้เร็วขึ้น เราก็สามารถพูดภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ จากจิตใต้สำนึกโดยไม่ติดขัดแล้ว การฟังภาษาอังกฤษถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญที่สุด และพัฒนายากที่สุด หากเราลองนึกดูว่า แล้วภาษาไทยที่เราพูด อ่านและเขียนได้ในปัจจุบันนั้นมีพื้นฐานมาจากอะไร หากไม่ใช่มาจากการฟัง ฟังจนเข้าใจในสิ่งที่เราได้รับฟังมา แล้วเลียนเสียงนั้นจนพูดได้ หลังจากนั้น จึงเริ่มเรียนการเขียนแล้วจึงตามาด้วยการอ่าน เช่นเดียวกัน หากเราได้การฟังภาษาอังกฤษหลายๆรอบ บ่อยๆซ้ำๆ จนจำขึ้นใจแล้ว หากเราสามารถฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องและเข้าใจโดยอัตโนมัติ นอกจากนั้นยังสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อีกด้วย

Leaning Log (นอกห้องเรียน) (ครั้งที่ 6 )

Leaning Log (นอกห้องเรียน)
15/08/58
(ครั้งที่ 6 )
                ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญภาษาหนึ่งในการสื่อสารของโลก ภาษาอังกฤษสามารถที่จะนำไปสู่การทำงานและการศึกษา ภาษาอังกฤษมีหลากหลายทักษะในการที่จะให้ผู้เรียนได้ฝึกฝน ทักษะต่างๆในการเรียนภาษาอังกฤษ การที่เราจะทำงานให้ประสบความสำเร็จได้นั้น การสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานโดยเฉพาะการฟังเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำงาน การศึกษาเล่าเรียน การที่เราฟังภาษาชาวต่างชาติได้เข้าใจและรู้เรื่องนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ได้เปรียบมากกว่าคนอื่นๆ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามก็สามารถที่จะสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วคนส่วนใหญ่จึงพยายามฝึกฝนการฟังจากผู้คนรอบข้างที่เป็นชาวต่างชาติหรือฟังจากวิทยุหรือเพลงหนังต่างๆโดยการฟังบทสนทนานั้นจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจและซึมซับสำเนียงภาษาอังกฤษได้เร็วยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่มีในตำรา ถ้าเราสนใจที่จะฝึกมัน เพียงแค่เราฝึกฝนและประสบการณ์เท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถฟังได้อย่างเข้าใจ เทคนิคการฟังภาษาอังกฤษให้เก่ง กับคำที่พูดว่า “ทำอย่างไรให้ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง” โดยสาเหตุที่สำคัญคือ การที่เด็กไทยไม่มีความพยายามในการเรียนรู้ การฝึกทักษะการฟังจึงเป็นสิ่งที่นักเรียนไม่ชอบ การฟังจึงเป็นทักษะแรกเริ่มที่สามารถพัฒนาได้อย่างไม่จำกัดโดยเฉพาะดิฉันมีความบกพร่องเป็นอย่างมากในการฝึกทักษะการฟัง ดิฉันจึงพยายามที่จะฝึกฝนหลายๆอย่างต่างๆนานา เพื่อพยายามฝึกฝนให้ตนเองโดยการเริ่มจากการเปิดใจ การพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาฝึกฝน ดิฉันพยายามเรียนรู้และพยายามฝึกฝน โดยในขณะที่ดิฉันพยายามฝึกฝนและเรียนรู้ ดิฉันสามารถฟังได้ในระดับหนึ่งแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่ถือว่าดี สำหรับการที่เราจะฝึกทักษะการฟังให้ดีนั้น ดิฉันมีเทคนิคในการฟังเพราะการที่เราจะเก่งภาษาอังกฤษได้เราต้องฟังอย่างเข้าใจ และอย่างต่อเนื่องซึ่งการฟังอย่างเข้าใจและอย่างต่อเนื่องนั้นสามารถทำให้เราเป็นผู้ฟังที่สามารถทำให้เราเป็นผู้ฟังสามารถเข้าใจเนื้อหาอย่างง่ายดาย คือ เทคนิคการฟังอย่างเข้าใจ และเทคนิคการฟัง 3 มิติ
                เทคนิคการฟังอย่างเข้าใจนั้น เป็นการฝึกทักษะภาษาอังกฤษในด้านการฟังที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจชาวต่างชาติในการสนทนาหรือการสื่อสารได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ฟังเนื้อหารอบแรกรวดเดียวจบโดยไม่ดูบทสนทนาที่แนบมากับคลิปเสียง พยายามตั้งใจฟังทำสมองให้โล่งไม่ต้องกังวลว่าจะฟังไม่รู้เรื่องพยายามตั้งใจฟังอย่างเงียบ 2. ฟังซ้ำอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดเพิ่มเติม อาจจะฟังออกบ้างบางตัวหรือบางตัวบางคำยังฟังไม่ออกเลย แต่ยังคงฟังต่อไปจนจบและฟังอย่างเงียบๆ หายใจเข้าลึกๆสมองโปร่ง  3. ฟังและหยุดคลิปทุกๆ5นาที ขณะที่หยุดนั้นให้เขียนคำหรือวลีอะไรก็ได้ที่ได้บินออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อฟังจบทั้งหมดคลิปลองอ่านโน้ตย่อๆ และลองจับประเด็นดูว่าคลิปนี้พูดถึงเรื่องอะไร และลองจับประเด็นดูว่าคลิปนี้พูดถึงเรื่องอะไร 4. ทำซ้ำแบบเดิมกับข้อ3 แต่พยายามเติมคำศัพท์ลงไปให้มากขึ้นกว่ารอบที่แล้ว และแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ จากการเขียนครั้งแรก 5. เขียนเรียบเรียงข้อมูลให้เป็นประโยคลองใช้ความรู้ด้านไวยากรณ์ปะติดปะต่อและวลีต่างๆเข้าด้วยกัน 6. เก็บโน้ตย่อชิ้นแรกออกไปเริ่มฟังคลิปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ให้หยุดคลิปทุกๆ 10 วินาทีแล้วเขียนสิ่งที่ได้ยินออกมาเหมือนเดิมจากนั้นลองนำมาเปรียบเทียบกับโน้ตย่อชิ้นเก่าดู 7. ฟังคลิปเสียงอีกครั้งโดยอ่านโน้ตย่อของตัวเองไปด้วย 8. เปรียบเทียบโน้ตย่อกับบทความจริงที่ถูกต้อง ถ้าพบว่ามีคำผิดเยอะ ต้องลองวิเคราะห์ดูว่าปัญหาของเราเกิดจากอะไร บางคนออกเสียงไม่ถูก บางคนไม่รู้คำศัพท์ และแก้ปัญหาให้ตรงจุด 9. ฟังคลิปอีกครั้งไปพร้อมๆกับการอ่านบทความที่ถูกต้องเพื่อเช็คว่าตรงส่วนไหนบ้างที่คุณพลาดไป จากนั้นลองกลับไปฟังรอบสุดท้ายแบบไม่อ่านโน้ตและบทความเลย ซึ่งพอถึงขั้นตอนนี้คุฯจะเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น การฟังนั้นหากเราสามารถเข้าใจและฟังอย่างถูกต้อง จะทำให้เราสนุกกับการฟังมากขึ้น เช่นการฟังเพลง การฟังข่าว ซึ่งการฟังนั้นมีหลากหลายมิติที่เป็นจุดประสงค์ในการฟัง เพื่อสามารถทำให้เราสามารถแยกแยะการฟังได้ถูกต้องง
                เทคนิคการฟัง 3 มิติ เป็นการฟังที่บ่งบอกถึงจุดประสงค์การฟังในด้านต่างๆ เพื่อเป็นการรับรู้ข่าวสารเนื้อหาต่างๆ มาใช้ในการประมวลตัดสินใจในเรื่องราวต่างๆ โดยมีเนื้อหาดังนี้ มิติที่1. การฟังเพื่อรับรู้เนื้อหา หรือคำพูดที่ผู้พูดออกมา เป็นคำบรรยาย ข้อเท็จจริง หรือเนื้อหาอะไรก็ตามที่เอ่ยออกมาพูดเร็วหรือช้า มีเหตุผลหรือกระโดดไปมา โดยทั่วไปเรามักจะฟังได้เนื้อหาหรือเข้าใจว่าคำที่พูดบอกเราคืออะไร มิติที่2. การฟังเพื่อรับรู้ความรู้สึก อะไรคือความรู้สึกเบื้องหลังคำพูดเหล่านั้น ตอนนี้ผู้พูดรู้สึกอย่างไร เขาและเธอรู้สึกอย่างไรต่อเรื่องที่เล่า การวังเกตภาษาที่ไม่ใช่คำพูดก็จะช่วยได้มาก ในบางกรณีความรู้สึกของผู้พูดอาจแสดงไม่เด่นชัดแบบนี้ เราผู้ฟังยิ่งต้องเปิดใจรับฟังให้ลึกซึ่งเข้าไปอีก หรือสังเกตพฤติกรรมต่างๆ อย่างละเอียดมากขึ้น มิติที่ 3. การฟังเพื่อรับรู้ความตั้งใจ หมายถึง ที่จริงแล้วผู้พูดมีความตั้งใจอะไร ผู้พูดมีแนวโน้มจะทำอะไรเกี้ยวกับเหตุการณ์นั้น เริ่มต้องอาศัยการตีความของผู้ฟังเข้ามาช่วย จะทำให้เราเข้าใจและรู้จุดประสงค์การฟังมากขึ้น

                ทักษะการไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเราสามารถฝึกฝนได้ตลอด การที่เราจะฟังได้ดีนั้น เราต้องมีการเปิดใจเพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ๆ พยายามค่อยๆฝึกฝน ค่อยๆเป็นค่อยๆไป การฝึกการฟังภาษาอังกฤษเป็นทักษะง่ายๆที่ทุกคนสามารถทำได้ เนื่องจากการฝึกฝนทักษะการฟังมีหลากหลายช่องทางที่เราสามารถเข้าใจและฝึกฝนตามใจที่เราชอบ การฟังเป็นทักษะแรกที่เราควรให้ความสำคัญเนื่องจากทำให้เราสามารถเข้าใจอะไรที่ตามมาได้ง่ายขึ้น เช่นทักษะการพูด ทักษะการพูดสามารถฝึกควบคู่ไปกับทักษะการฟังได้การฝึกฝนบ่อยๆ ทำให้เราเข้าใจและรู้ข้อบกพร่องของตนเองมากขึ้น และสามารถนำข้อบกพร่องมาแก้ไขและพยายามฝึกฝนต่อไปแก้ไขข้อบกพร่องให้ตรงจุด จะทำให้เราเข้าใจและสนใจที่จะเรียนรู้มากขึ้นหากเรามีความมั่นใจในทักษะการฟังของเราแล้ว เราสามารถที่จะฟังเพลงสากล ดูหนังฝรั่งได้อย่างสนุกและง่ายดาย นอกจากนี้เรายังสามารถฟังชาวต่างชาติได้อย่างเข้าใจมากขึ้น ทักษะเหล่านี้สามารถช่วยให้เรามีความแข็งแรงในทักษะด้านการฟังมากขึ้น แค่ลองฝึกฝนบ่อยๆ ค่อยๆ ซึมซับภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ไม่ยากเลย หากเราพร้อมที่จะเรียนรู้มัน ภาษาอังกฤษก็จะเป็นภาษาที่เราสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายแค่เรามีความมั่นใจ และพยายามฝึกฝนบ่อยๆ เราก็สามารถเป็นผู้ฟังภาษาแงกฤษที่เก่งในอนาคตได้

Learning Log (นอกห้องเรียน) (ครั้งที่ 5)

Learning Log (นอกห้องเรียน)
8/09/58
(ครั้งที่ 5)
                ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่เด็กไทยทุกคนต้องฝึกฝน การพูดนั้นถือเป็นการสื่อสารหลักที่ทุกคนต้องเรียนรู้ ต้องเข้าใจในเนื้อหาที่จะพูด การสื่อสารกับคนรอบข้างล้วนเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้มนุษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้และเข้าใจในภาษาได้ ความรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือผลิตขึ้น ความคิด ความเชื่อ ความจริง ความหมาย มนุษย์ทุกคนแสดงสิ่งเหล่านี้ด้วยภาษาคำพูด ภาษาท่าทาง เพื่อเป็นการสื่อสารให้เข้าใจอย่างชัดเจนในปี2015 ปลายปีประเทศในฐานะที่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ประเทศไทยจึงมีบทบาทมากในการเป็นตัวหลักเพื่อจะเข้าสู้เป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมด้านการสื่อสาร โดยภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสารของคนในอาเซียน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักที่จะจำเป็นอย่างมากในการสื่อสาร โดยเด็กไทยนั้นจะมีปัญหาในภาษาอังกฤษมากโดยเฉพาะด้านการพูด การพูดภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เด็กไทยคิดว่ายากการที่เราจะเข้าใจชาวต่างชาตินั้น เราต้องมีทักษะหลายๆอย่างที่จะช่วยให้เราเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น ถึงแม้ว่าประเทศจะมีหลักสูตรการศึกษาโดยเน้นภาษาอังกฤษเป็นหลักแต่ก็ไม่ได้สามารถให้เด็กไทยสามารถเข้าใจและสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะมีปัจจัยที่มีสาเหตุหลายอย่าง เนื่องจากเด็กไทยมีความรู้ทางไวยากรณ์น้อยไม่กล้าที่จะพูดคุยกับฝรั่งหรือชาวต่างชาติ แต่ทักษะการพูดนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับไวยากรณ์เลย การที่เด็กไทยจะสามารถพูดและเข้าใจในสิ่งที่ชาวต่างชาติพูดนั้นก็คือ การที่เด็กสามารถฟังเสียงของชาวต่างชาติได้ถูกต้องและชัดเจน สามารถเข้าใจคนศัพท์ได้อย่างชัดเจนและแปลความหมายได้ถูกต้อง เราก็จะเข้าใจชาวต่างชาติแล้วแต่การที่เราจะเข้าใจชาวต่างชาติได้นั้น เราต้องพยายามเรียนรู้ และฝึกฝนบ่อยๆโดยเฉพาะการที่เราฝึกพูดคุยกับเจ้าของภาษาโดยตรงการพูดคุยผ่านทางโซเซียลก็เป็นวิธีที่ดีหนึ่งที่เราสามารถพูดคุยได้และสามารถได้เรียนรู้ศัพท์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว หรือไม่แม้แต่การที่เราเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของภาษาโดยตรงไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็แล้วแต่เป็นการพูดโต้ตอบโดยตรงนั้นเราก็จะสามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน แต่เทคนิคและวิธีที่สามารถทำให้เราสามารถพูดได้เร็วและไม่อายเจ้าของภาษาก็คือ การดูหนังและฝึกพูดกับเจ้าของภาษาโดยตรง
                การดูหนังเป็นงานอดิเรกที่เด็กไทยหลายคนชื่อชอบไม่ว่าจะเป็นเรื่องในและต่างประเทศ แต่การที่เราจะดูหนังและได้ภาษานั้น เราควรมีวิธีการดูและเรียนรู้ทีละขั้นดังนี้ 1. เลือกหนังต่างประเทศที่เราชื่นชอบ เ เรื่อง ย้ำว่าต้องเป็นหนังต่างประเทศถ้าเป็นหนังสมัย                ใหม่ได้จะยิ่งดี เพราะภาษาที่เราฝึกนั้นจะเป็นภาษาที่สมัยใหม่ คนส่วนใหญ่หรือวัยรุ่นส่วนใหญ่จะนิยมใช้กันมาก ทำให้คำพูดของเรานั้นไม่ล้าหลัง เพราะภาษาสมันใหม่นั้นจะมีความน่าสนใจมาก 2. เปิดดูหนังเป็นพากย์ภาษาอังกฤษแต่มีซับไตเติลเป็นภาษาไทย หนังสำเนียงจากหนังและพร้อมๆกับดูความหมายของภาษาไทย  ฟังสำเนียงการพูดของแต่ละคน ฝึกไปเรื่อยๆครั้งแรกอาจจะไม่เข้าใจในภาษาอังกฤษ  แต่เราก็สามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้ ฝึกแบบนี้ทุกวัน วันละ 1-2 ครั้งตามใจเราประมาณ 1 สัปดาห์ 3. เมื่อเราสามารถฟังรู้เรื่องและเข้าใจในเรื่องแล้วจากนี้ให้เราฟังแค่เสียงพากย์ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว และเอาซับไตเติลออก ลองสำรวจตัวเองว่าตัวเองสามารถเข้าใจเนื้อหาโดยฟังจากเสียงหรือคำพูดที่นักแสดงพูดหรือไม่ หากเราไม่สามารถเข้าใจคำไหนให้หยุดหนังไว้สักครู่หนึ่งและจดคำศัพท์ที่เรายังไม่รู้โดยให้ทำวันละ 1 ครั้ง ซึ่งคนไหนที่ไม่รู้ให้หาความหมายจากดิกซานารี และจดจดไว้ให้ทำอย่างนี้หนึ่งสัปดาห์  4. ฝึกพูดประโยคที่เราจำไม่ได้โดนเลียนเสียงตามแบบนักแสดงวันละ 5-10 ประโยค เป็นเวลา 1 สัปดาห์ วิธีนี้ถึงแม้ว่าจะใช้เวลานานในการฝึกฝนแต่สามารถทำให้เราพูดได้คล่องและได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆอีกด้วย การฝึกสิ่งเหล่านี้มักต้องใช้เวลาเสมอไม่มีใครสามารถฝึกได้วันสองวันและพูดได้เลยจะต้องมีการฝึกฝนบ่อยๆสม่ำเสมอ นอกจากที่เราดูหนังแล้วยังมีอีกหลายๆวิธีที่เราสามารถฝึกฝนภาษาอังกฤษได้คือ การที่เราพูดคุยกับเจ้าของภาษาโดยตรง
                การที่เราจะพูดคุยภาษาอังกฤษได้ดีนั้นคือ การที่เราคุยกับเจ้าของภาษาโดยตรง การฝึกกับเจ้าของภาษาโดยตรงนั้นเป็นเรื่องยากมากนอกเสียจาก การที่เราลงไปในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวชุกชุมการทำงานในโรงแรมตามเกาะต่างๆ อาชีพเหล่านี้ล้วนมีความชำนาญในด้านการพูดภาษาอังกฤษมาก เนื่องจากการที่พวกเขาได้พบปะพูดคุยกับชาวต่างชาติตลอดเวลาทำให้พวกเข้าสามารถเรียนรู้และสามารถซึมซับภาษาได้อย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะมีความรู้ทางด้านภาษาที่น้อยก็ตาม แต่ฐานะที่เราเป็นนักศึกษาและไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาอย่างใกล้ชิดนั้น แต่เราสามารถที่จะเรียนรู้กับครูชาวต่างชาติของพวกเรา ท่านเป็นผู้ค่อยสอนและสามารถทำความเข้าใจในสิ่งที่พวกเราต้องการสื่อได้ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เป็นชาวต่างชาติ เราสามารถที่จะเข้าไปทำความรู้จักพูดคุยกับท่าน อย่าอายที่จะพูดภาษาอังกฤษ ถ้าหากเราอายก็จะทำให้เราไม่กล้า ความกล้าที่จะทำให้เราเก่งภาษาอังกฤษ ก่อนอื่นเราพยายามพูดคุยทักทายคำง่ายๆ เช่น สวัสดีตอนเช้า พยายามที่จะทำให้เราไม่ตื่นเต้น ค่อยๆฝึกและพูดไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลกับแกรมม่าบางคนที่เรานึกคำศัพท์ไม่ออกเราสามารถใช้ลักษณะท่าทางแสดงไปก่อน ฝรั่งจะพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราสื่อสารเอง พยายามพูดคำศัพท์ง่ายๆ ก่อนเมื่อลดความกังวลพยายามพูดคุยอย่างสบายๆ ไม่ต้องเกริงและไม่ต้องตื่นเต้น เวลาอาจารย์ฝรั่งหรือชาวต่างชาติพูดออกมาพยายามฟังให้ชัดเจนและจับคอนเซบดูว่าเขาต้องการสื่อถึงอะไร หากคำพูดไหนที่เราไม่รู้เลยช่วยให้เขาอธิบายให้กว้างขึ้นทำให้เราสามารถเข้าใจได้มากขึ้น การที่เราฝึกฝนกับชาวต่างชาติบ่อยๆ นั้นนอกจากเราจะพูดคุยได้แล้ว เราสามารถเลียนแบบเสียงตามเจ้าของภาษาได้อีกด้วยสามารถทำให้เราพูดได้คล่องและชัดมากขึ้นด้วย

                การฝึกฝนการพูดนั้นไม่ว่าจะวิธีไหนก็แล้วแต่ทั้งการดูหนังหรือการพูดคุยกับเจ้าของภาษาโดยตรงนั้นล้วนเป็นวิธีที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ แล้วแต่ความถนัดของแต่ละบุคคลว่าแต่ละคนมีวิธีการที่เรียนรู้ต่างกัน ถึงแม้แต่ละคนมีวิธีที่ค่างกันแต่ทุกคนก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือ การที่ทุกคนต้องการที่จะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องและถูกต้องชัดเจนโดยไม่อายจ้าของภาษา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่หลายคนต้องการที่จะเรียนรู้เพื่อสามารถช่วยให้ตนเองได้ดำรงชีวิตได้อย่างง่ายดายในการใช้ชีวิตในเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน ที่ทุกคนล้วนต้องมีความรู้ทางภาษาอังกฤษที่จะใช้ในการสื่อสาร การทำงานต่างๆ แต่การที่เราจะฝึกให้เด็กไทยสามารถพูดคุยภาษาอังกฤษได้ดีนั้น เราควรมีการปลูกฝั่งความคิดของเด็กไทยให้คิดว่าภาษาอังกฤษนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากเราเปิดใจรับมันพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ก็จะทำให้เราสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วมากขึ้น และหลักสูตรการศึกษาประเทศไทยความมีการเปิดเสรีในด้านของภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่ไม่จำกัด  เพื่อให้เด็กได้สามารถโชว์ศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไม่ปิดกั้นความคิดของเด็กให้เด็กแสดงออกได้ตามต้องการและพ่อแม่ก็เป็นแรงกำลังใจสำคัญที่จะทำให้เด็กเปิดรีบสิ่งใหม่ๆได้ง่ายมากขึ้นทักษะการพูดนั้นขึ้นอยู่กับความฝึกฝน เป็นประจำจะทำให้เราสมารถจดจำและเข้าใจอย่างชัดเจนมากขึ้นทักษะการพูดนั้นขึ้นอยู่กับความฝึกฝน ใครฝึกฝนมากเท่าไร จะทำให้เราสามารถพูดคล่องได้เร็วเท่านั้น ดังนั้น การที่เราจะพูดภาษาอังกฤษได้ดีนั้น การฝึกฝนเป็นสิ่งที่จำเป็นมากหากเราพูดได้อย่างคลองแคล่วและชัดเจนแล้ว เราก็จะสามารถที่จะพูดคุยกับเจ้าของภาษาได้อย่างเข้าใจและไม่อายเจ้าของภาษาอีกด้วย และทำให้เรามีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติมากขึ้น

Learning Log (นอกห้องเรียน) (ครั้งที่ 4 )

Learning Log  (นอกห้องเรียน)
1/09/58
(ครั้งที่ 4 )
                ทักษะการเรียนภาษาอังกฤษมีมากหลากหลายวิธีที่เราสามารถจะศึกษาเรียนรู้ เพื่อเป็นการฝึกฝนความรู้ความเข้าใจทางด้านภาษาอังกฤษนั้นมี 4 ทักษะด้วยกัน คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน โดยแต่ละทักษะเป็นการฝึกฝนภาษาอังกฤษเพื่อที่จะทำให้เราได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะทักษะการเขียน เป็นทักษะที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะต้องใช้ในการทำงานเป็นอย่างมาก ทักษะการเขียนเป็นทักษะที่ต้องผ่านกระบวนการการทางความคิดหลากหลายขั้นตอน ตั้งแต่การรวบยอดความคิด การคิดวางลำดับเรื่อง และการเลือกสรรถ้อยคำในการถ่ายทอดออกมาเป็นข้อความที่สามารถสื่อความหมายได้ตรงตามต้องการ การเขียนภาษาอังกฤษได้ดีนั้น ผู้เขียนต้องมีสมาธิและมีความรู้ ความคิดอย่างกว้างขวางมีความคิดที่เป็นขั้นตอน และนอกจากนี้การเขียน คือ การสื่อสารให้ผู้อื่นได้รับความรู้ด้วยข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดความคิดของผู้ส่งสาร คือผู้เขียนไปสู้ผู้รับสารหรือผู้อ่าน กระบวนการทักษะการเขียนจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างระบบในการเรียน จากความถูกต้อง แบบควบคุมได้ ไปสู่การเขียนแบบควบคุมน้อยลง  การที่เราจะฝึกเขียนได้ดีนั้นเราต้องมีความรู้ทางไวยากรณ์  ต้องมีความรู้ในเรื่องของการใช้ภาษาแต่ละรูปแบบของการเขียน เช่นการเขียนเรื่องราวต่างๆ การเขียน นวนิยาย การเขียนเล่าเรื่อง หรือแม้แต่การเขียนวิชาการ ดังนั้นเราต้องมีความรู้ในด้านการเขียนต่างๆ แต่กว่าที่เราจะเขียนได้ดีขนาดนั้น หลายคนที่ยังไม่มีประสบการณ์ก็ยังไม่สามารถเขียนได้ดีเท่าที่ควร สำหรับผู้ที่ศึกษาอย่างเราๆ ควรมีเทคนิคและวิธีการที่จะสามารถทำให้เรามีพัฒนาการทักษะด้านการเขียนที่ดียิ่งขึ้นโดยการฝึกเขียนไดอารี่เป็นภาษาอังกฤษ
                การเขียนไดอารี่นั้นเป็นสิ่งที่หลายคนทำในกิจวัตรของตนเองหรือเป็นการเล่าเรื่องราวของตนเองที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ว่าเราทำอะไรบ้างหรือเราไปพบเจออะไรมา ก่อนอื่นเราจะลงมือเขียนนั้น เราพยายามคิดสิ่งที่เกี่ยวกับตัวในแต่ละวัน หลังจากที่เราเริ่มคุ้นกับการคิดกับตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ เราก็พยายามจดความคิดออกมาเป็นไดอารี่ แรกๆ คนที่ไม่เคยเรียนบันทึกไดอารี่จะไม่สามารถนึกออกมาว่าจะเป็นออกมารูปแบบไหน แต่หลังจากที่เราเขียนไปได้สักระยะหนึ่ง เรารู้ว่าวิธีนี้จะช่วยเราในเรื่องการเขียนเป็นอย่างมาก แรกๆควรฝึกเขียนวันละ 2-3 บรรทัด และต่อไปเรื่อยๆจนครบทั้งวัน หากประโยคหรือคำศัพท์ไหนที่เรานึกไม่ออก พยายามอย่างเพิ่งเปิดดิกชานารีให้เราเรียนครบเสร็จ 1 วัน แล้วคอยตรวจเช็คความถูกต้อง เริ่มทำจากประโยคง่ายๆ เล่าสั้นๆ วันละ 2-3 บรรทัด พอทำไปนานๆ พร้อมกับฝึกฟังหรืออ่านจะทำให้เราสามารถเขียนได้ยาวมากขึ้นและเขียนได้ถูกต้องขึ้น อาจเป็นประโยคง่ายๆ ที่เรามั่นใจและเขียนได้ถูกต้องจะทำให้เรามีความรู้เรื่อหาทางไวยากรณ์ที่แม่นยำมากขึ้น และเขียนด้วยความมั่นใจมากขึ้น เราจึงจะสามารถเขียนได้อย่างลื่นไหลและน่าสนใจมากขึ้น การฝึกเขียนไดอารี่เป็นภาษาอังกฤษ จะช่วยให้เราพูดเก่งขึ้น เมื่อถึงเวลา เมื่อเราเขียนเสร็จเราควรรับฟัง feedback จากเพื่อนที่เก่งๆ หรืออาจารย์ผู้สอนในการลองอ่านงานเขียนของเรา เพื่อที่เราจะได้รู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตนเอง จะทำให้เรารู้ตัวว่าเรามีความรู้ที่เป็นจุดบอดอยู่ตรงไหน ทำให้เราสามารถแก้ไขจุดบอดตรงนั้นได้ จะทำให้เราสามารถเขียนได้ดียิ่งขึ้น และสามารถฝึกทักษะการเขียนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราสามารถเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างแม่นยำและถูกต้อง

                ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งที่สำคัญทุกคนต้องฝึกฝน เพื่อเป็นการนำไปใช้ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการทำงาน การเรียนต่อ การเขียนเป็นการรวบรวมความรู้ทั้งหมดในทุกๆทักษะที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจและเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น เพราะการเขียนมีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดความคิดของผู้ส่งสารมาเป็นบทความหรือข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร หากเราจะเขียนให้ได้ดีนั้นวิธีเหล่านี้สามารถที่จะพัฒนาทักษะการเขียนของเราได้ดียิ่งขึ้น การฝึกฝนเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการฝึกทักษะภาษาอังกฤษ หากเราพร้อมที่จะทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่ เราก็จะประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญและสามารถซึมซับสิ่งเหล่านี้ได้ และนอกจากนี้หากเรามีการฝึกฝนบ่อยๆ เราสามารถเขียนได้ดีนั้น เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความแม่นยำทางด้านไวยากรณ์ของเรา เพื่อความมั่นใจและความประสบความสำเร็จนั้นเราควรที่จะพยายามฝึกฝน เพราะความฝึกฝนเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านการเขียนได้เป็นอย่างดี

Learning Log (นอกห้องเรียน)(ครั้งที่ 3 )

Learning Log (นอกห้องเรียน)
25/08/58
(ครั้งที่ 3 )
                ทักษะการฟังในภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการเขียนภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าทักษะอื่นๆ ทั้งการพูด การอ่านและการเขียน ทักษะการฟังมีบทบาทมากในการสื่อสารกับชาวต่างชาติ การฟังเป็นทักษะที่ช่วยให้เราเข้าใจในความต้องการที่เจ้าของภาษาจะสื่อออกมา บางครั้งการที่เราฟังการพูดภาษาอังกฤษของเจ้าของภาษาไม่ได้นั้น เป็นเพราะภาษาอังกฤษนั้นมีหลายรูปแบบในการออกเสียง หรือเป็นเพราะการที่เราออกเสียงคำศัพท์นั้นไม่ถูกต้องจึงทำให้เราสับสน และการออกเสียงสำเนียงของเจ้าของภาษาแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันทำให้เรายากที่จะเข้าใจมากขึ้น จึงทำให้เราฟังไม่ออกหรือแปลไม่ถูกในบางคำ ทักษะการฟังในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่หลายคนมีปัญหามาก เนื่องจากมีหลายๆสาเหตุที่เป็นจุดเริ่มต้นในการไม่เข้าใจ คือการฟังไม่ออก เราจึงไม่สามารถเข้าใจในภาษาอังกฤษ บางครั้งพยายามฟังแต่ก็ยังฟังไม่ถูกสักประโยค ซึ่งปัญหาที่เราไม่สามารถฟังออกนั้น คือการที่เราไม่เคยฝึกฝนในด้านของการฟังออกเสียงของคำศัพท์แต่ละคน ฟังสำเนียงไม่ออก หรือการที่เราไม่เคยฝึกฝนในด้านของการฟังไม่เข้าใจในการใช้คำในประโยค ทักษะการฟังไม่เพียงสำคัญแต่การสื่อสารเท่านั้น มันยังสำคัญมากในเรื่องของการฟังการบรรยาย การดูหนัง การฟังเพลง การที่เราฟังไม่ออกนั้น ทำให้เราไม่เข้าใจในเนื้อหาหรือเรื่องราวเอาเนื้อเรื่องได้เลย ในการที่เราจะพัฒนาการฟังนั้น เราต้องเริ่มจากการเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ พยายามทุ่มเทและให้เวลากับมัน เราจะฟังให้ได้ผลนั้นเราต้องฟังประโยคซ้ำๆหลายๆรอบ จนขึ้นใจ และพูดตาม ออกเสียงให้เหมือนที่สุด อาจไม่เข้าใจความหมายหรือคำแปล แต่เราสามารถฟังคำนั้นออกก็เพียงพอ โดยวิธีการฝึกฝนด้านการฟังนั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ดูหนัง ฟังนิทาน เยอะแยะมากมาย แต่วิธีที่น่าสนใจวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้เราฝึกฝนและพัฒนาทักษะในด้านการฟังได้ คือ การฟังนิทานในเว็บไซต์  www.wegointer.com
                นิทานในเว็บไซต์ www.wegointer.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆเกือบ 2000 เรื่อง เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถฝึกฝนทักษะการฟังได้ โดยในเว็บไซต์จะมีเลเวลเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อเรื่อง โดยจะมี 2 ระดับ คือ 1.ระดับเริ่มต้น 2. ระดับกลาง  โดยระดับเริ่มต้นจะมีเรื่องราวประมาณ 7 ชุด ระดับกลางจะมีเรื่องราว 4 ชุด โดยแต่ละชุดจะมีเรื่องย่อยเยอะแยะมากมายเกือบ 200 เรื่อง โดยดิฉันได้เลือกระดับเริ่มต้นชุดที่ 1 คือ English for Children (1) มีทั้งหมด 100 เรื่อง ดิฉันได้เลือกเรื่องย่อยมา 1 เรื่อง คือ Red Ball on the Floor มีเนื้อเรื่องว่า The ball is on the floor . It is a red ball It is a rubber ball. The baby looks at the ball. The cat looks at the ball. The cat is black. The cat walks. Over to the ball. The cat hits the ball with its paw. The ball rolls on the floor. The baby smiles. หลังจากที่ดิฉันได้ฟังเนื้อเรื่องนี้ ครั้งที่1 และได้ลองเขียนตามที่ดิฉันได้ยิน ปรากฏว่าดิฉันเขียนได้คำที่ดิฉันได้ยินอย่างมากมาย ดิฉันเปิดฟังครั้งที่2 และดิฉันได้เขียนประโยคที่ดิฉันได้ยินอีกครั้งปรากฏ ดิฉันสามารถเขียนได้ดังนี้ Red ball on the floor. The ball is on the floor. It is a red ball. It is a rabbet ball. The baby looks at the ball. The cat looks at the ball. The cat is black. The cat walks over to the ball. The cat hits the ball. The ball rolls on the floor. The baby smiles. เปรียบเทียบได้ว่าดิฉันสามารถเขียนตามที่ฟังได้แต่ยังไม่สามารถที่จะถูกต้องตามเนื้อเรื่อง เนื่องจากมีบางคำที่ดิฉันฟังไม่ออกเลยไม่สามารถเขียนได้ถูกต้อง คือคำว่า rubber ซึ่งคำนี้ที่ดิฉันเขียนได้ครบถ้วนจากที่ฟังในประโยคที่ว่า The cat ball with its paw. ดิฉันสามารถเขียนได้ว่า The cat hits ball. ซึ่งเป็นประโยคที่มีเนื้อหาไม่สมบรูณ์ ทำให้ดิฉันไม่สามารถเขียนได้เนื่องจากไม่เข้าใจและไม่สามารถฟังการออกเสียงได้ชัดเจนจึงทำให้ประโยคไม่สมบรูณ์ ทำให้ดิฉันสามารถแก้ไขจุดที่ดิฉันยังด้อย การที่เราจะสามารถฟังออกได้ทั้งหมดนั้นเราต้องมีความรู้และคำศัพท์มากมายจากการที่ดิฉันได้ฝึกฝนนั้นทำให้ดิฉันได้เข้าใจและเรียนรู้การออกเสียงมากขึ้นรู้จุดด้อยของตนเองที่จำนำกลับมาพัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อให้มีความเข้าใจในเนื้อหาและสามารถฟังได้อย่างเข้าใจ นอกจากนี้เว็บไซต์นี้ยังมีเรื่องราวอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมายที่ดิฉันหรือผู้ที่สนใจสามรถเรียนรู้และฝึกฝนได้อย่างไม่จำกัด มีเนื้อหาที่หลากหลาย มีความรู้หลายระดับที่ผู้สนใจสามารถศึกษาได้ นอกจากเว็บไซต์นี้มีเสียงให้เราได้ฟังแล้ว เราสามารถเช็คความรู้กับสิ่งที่เราได้ฟังอีกด้วย เป็นเว็บไซต์ที่มอบความรู้และความสนุกในการเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างไม่จำกัด

                การฝึกฝนในด้านทักษะการฟังนั้น ไม่ว่าจะฝึกฝนวิธีใดก็แล้วแต่ล้วนมีความยากลำบากเสมอ แต่หากเราพยายามฝึกฝน ทุ่มเท มุ่งมั่นนั้น ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อมการที่จะฝึกฝนทักษะให้ดียิ่งขึ้นนั้น เวลาเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถพัฒนาได้ ทุกคนต้องใช้เวลาในการฝึกฝน การฝึกฝนบ่อยๆ ทำให้เราเข้าใจและรู้ข้อบกพร่องของตนเองมากขึ้นและสามารถนำข้อบกพร่องมาแก้ไขเพื่อปรับปรุงต่อไป และทำให้เราสามารถเข้าใจและเรียนรู้เพื่อทักษะการฟังได้มากขึ้น หากเราสามารถพัฒนาทักษะการฟังได้ดีแล้ว เราจะมีความมั่นใจในการสื่อสารมากขึ้น สามารถเรียนรู้เข้าใจในการเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ง่ายและรวดเร็ว และสามารถฟังภาษาอังกฤษในสำเนียงที่หลากหลาย เว็บไซต์นี้จึงเป็นตัวช่วยหนึ่งในการฝึกฝนทักษะการฟังที่ผู้สนใจสามารถเข้าค้นคว้าหาข้อมูลได้หลากหลาย และทั้งยังเป็นทางเลือกสำหรับบุคคลที่ชอบเรียนรู้ผ่านทางสื่อโซเซียล หากเราสามารถฟังและเข้าใจได้ทุกเรื่อง เราสามรถที่จะสื่อสารและพูดคุยกับชาวต่างชาติได้อย่างมั่นใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการสื่อสารในการทำงานต่างๆในอนาคตและอีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการพูดคุยกับชาวต่างชาติในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าการที่ประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน หากเด็กไทยสามารถเข้าใจ และฟังภาษาต่างประเทศเข้าใจ จะทำให้เด็กไทยก้าวไกลไม่แพ้ชาติใดในโลก ทักษะการฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทย เพื่อความมั่นใจในการทำงานและการเรียนรู้ต่อไปในอนาคตเพราะฉะนั้นการฝึกฝนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านการฟังได้เป็นอย่างดี