วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning Log (นอกห้องเรียน)(ครั้งที่ 3 )

Learning Log (นอกห้องเรียน)
25/08/58
(ครั้งที่ 3 )
                ทักษะการฟังในภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการเขียนภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าทักษะอื่นๆ ทั้งการพูด การอ่านและการเขียน ทักษะการฟังมีบทบาทมากในการสื่อสารกับชาวต่างชาติ การฟังเป็นทักษะที่ช่วยให้เราเข้าใจในความต้องการที่เจ้าของภาษาจะสื่อออกมา บางครั้งการที่เราฟังการพูดภาษาอังกฤษของเจ้าของภาษาไม่ได้นั้น เป็นเพราะภาษาอังกฤษนั้นมีหลายรูปแบบในการออกเสียง หรือเป็นเพราะการที่เราออกเสียงคำศัพท์นั้นไม่ถูกต้องจึงทำให้เราสับสน และการออกเสียงสำเนียงของเจ้าของภาษาแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันทำให้เรายากที่จะเข้าใจมากขึ้น จึงทำให้เราฟังไม่ออกหรือแปลไม่ถูกในบางคำ ทักษะการฟังในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่หลายคนมีปัญหามาก เนื่องจากมีหลายๆสาเหตุที่เป็นจุดเริ่มต้นในการไม่เข้าใจ คือการฟังไม่ออก เราจึงไม่สามารถเข้าใจในภาษาอังกฤษ บางครั้งพยายามฟังแต่ก็ยังฟังไม่ถูกสักประโยค ซึ่งปัญหาที่เราไม่สามารถฟังออกนั้น คือการที่เราไม่เคยฝึกฝนในด้านของการฟังออกเสียงของคำศัพท์แต่ละคน ฟังสำเนียงไม่ออก หรือการที่เราไม่เคยฝึกฝนในด้านของการฟังไม่เข้าใจในการใช้คำในประโยค ทักษะการฟังไม่เพียงสำคัญแต่การสื่อสารเท่านั้น มันยังสำคัญมากในเรื่องของการฟังการบรรยาย การดูหนัง การฟังเพลง การที่เราฟังไม่ออกนั้น ทำให้เราไม่เข้าใจในเนื้อหาหรือเรื่องราวเอาเนื้อเรื่องได้เลย ในการที่เราจะพัฒนาการฟังนั้น เราต้องเริ่มจากการเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ พยายามทุ่มเทและให้เวลากับมัน เราจะฟังให้ได้ผลนั้นเราต้องฟังประโยคซ้ำๆหลายๆรอบ จนขึ้นใจ และพูดตาม ออกเสียงให้เหมือนที่สุด อาจไม่เข้าใจความหมายหรือคำแปล แต่เราสามารถฟังคำนั้นออกก็เพียงพอ โดยวิธีการฝึกฝนด้านการฟังนั้นมีหลากหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ดูหนัง ฟังนิทาน เยอะแยะมากมาย แต่วิธีที่น่าสนใจวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้เราฝึกฝนและพัฒนาทักษะในด้านการฟังได้ คือ การฟังนิทานในเว็บไซต์  www.wegointer.com
                นิทานในเว็บไซต์ www.wegointer.com เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆเกือบ 2000 เรื่อง เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถฝึกฝนทักษะการฟังได้ โดยในเว็บไซต์จะมีเลเวลเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อเรื่อง โดยจะมี 2 ระดับ คือ 1.ระดับเริ่มต้น 2. ระดับกลาง  โดยระดับเริ่มต้นจะมีเรื่องราวประมาณ 7 ชุด ระดับกลางจะมีเรื่องราว 4 ชุด โดยแต่ละชุดจะมีเรื่องย่อยเยอะแยะมากมายเกือบ 200 เรื่อง โดยดิฉันได้เลือกระดับเริ่มต้นชุดที่ 1 คือ English for Children (1) มีทั้งหมด 100 เรื่อง ดิฉันได้เลือกเรื่องย่อยมา 1 เรื่อง คือ Red Ball on the Floor มีเนื้อเรื่องว่า The ball is on the floor . It is a red ball It is a rubber ball. The baby looks at the ball. The cat looks at the ball. The cat is black. The cat walks. Over to the ball. The cat hits the ball with its paw. The ball rolls on the floor. The baby smiles. หลังจากที่ดิฉันได้ฟังเนื้อเรื่องนี้ ครั้งที่1 และได้ลองเขียนตามที่ดิฉันได้ยิน ปรากฏว่าดิฉันเขียนได้คำที่ดิฉันได้ยินอย่างมากมาย ดิฉันเปิดฟังครั้งที่2 และดิฉันได้เขียนประโยคที่ดิฉันได้ยินอีกครั้งปรากฏ ดิฉันสามารถเขียนได้ดังนี้ Red ball on the floor. The ball is on the floor. It is a red ball. It is a rabbet ball. The baby looks at the ball. The cat looks at the ball. The cat is black. The cat walks over to the ball. The cat hits the ball. The ball rolls on the floor. The baby smiles. เปรียบเทียบได้ว่าดิฉันสามารถเขียนตามที่ฟังได้แต่ยังไม่สามารถที่จะถูกต้องตามเนื้อเรื่อง เนื่องจากมีบางคำที่ดิฉันฟังไม่ออกเลยไม่สามารถเขียนได้ถูกต้อง คือคำว่า rubber ซึ่งคำนี้ที่ดิฉันเขียนได้ครบถ้วนจากที่ฟังในประโยคที่ว่า The cat ball with its paw. ดิฉันสามารถเขียนได้ว่า The cat hits ball. ซึ่งเป็นประโยคที่มีเนื้อหาไม่สมบรูณ์ ทำให้ดิฉันไม่สามารถเขียนได้เนื่องจากไม่เข้าใจและไม่สามารถฟังการออกเสียงได้ชัดเจนจึงทำให้ประโยคไม่สมบรูณ์ ทำให้ดิฉันสามารถแก้ไขจุดที่ดิฉันยังด้อย การที่เราจะสามารถฟังออกได้ทั้งหมดนั้นเราต้องมีความรู้และคำศัพท์มากมายจากการที่ดิฉันได้ฝึกฝนนั้นทำให้ดิฉันได้เข้าใจและเรียนรู้การออกเสียงมากขึ้นรู้จุดด้อยของตนเองที่จำนำกลับมาพัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อให้มีความเข้าใจในเนื้อหาและสามารถฟังได้อย่างเข้าใจ นอกจากนี้เว็บไซต์นี้ยังมีเรื่องราวอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมายที่ดิฉันหรือผู้ที่สนใจสามรถเรียนรู้และฝึกฝนได้อย่างไม่จำกัด มีเนื้อหาที่หลากหลาย มีความรู้หลายระดับที่ผู้สนใจสามารถศึกษาได้ นอกจากเว็บไซต์นี้มีเสียงให้เราได้ฟังแล้ว เราสามารถเช็คความรู้กับสิ่งที่เราได้ฟังอีกด้วย เป็นเว็บไซต์ที่มอบความรู้และความสนุกในการเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างไม่จำกัด

                การฝึกฝนในด้านทักษะการฟังนั้น ไม่ว่าจะฝึกฝนวิธีใดก็แล้วแต่ล้วนมีความยากลำบากเสมอ แต่หากเราพยายามฝึกฝน ทุ่มเท มุ่งมั่นนั้น ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อมการที่จะฝึกฝนทักษะให้ดียิ่งขึ้นนั้น เวลาเป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถพัฒนาได้ ทุกคนต้องใช้เวลาในการฝึกฝน การฝึกฝนบ่อยๆ ทำให้เราเข้าใจและรู้ข้อบกพร่องของตนเองมากขึ้นและสามารถนำข้อบกพร่องมาแก้ไขเพื่อปรับปรุงต่อไป และทำให้เราสามารถเข้าใจและเรียนรู้เพื่อทักษะการฟังได้มากขึ้น หากเราสามารถพัฒนาทักษะการฟังได้ดีแล้ว เราจะมีความมั่นใจในการสื่อสารมากขึ้น สามารถเรียนรู้เข้าใจในการเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ง่ายและรวดเร็ว และสามารถฟังภาษาอังกฤษในสำเนียงที่หลากหลาย เว็บไซต์นี้จึงเป็นตัวช่วยหนึ่งในการฝึกฝนทักษะการฟังที่ผู้สนใจสามารถเข้าค้นคว้าหาข้อมูลได้หลากหลาย และทั้งยังเป็นทางเลือกสำหรับบุคคลที่ชอบเรียนรู้ผ่านทางสื่อโซเซียล หากเราสามารถฟังและเข้าใจได้ทุกเรื่อง เราสามรถที่จะสื่อสารและพูดคุยกับชาวต่างชาติได้อย่างมั่นใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการสื่อสารในการทำงานต่างๆในอนาคตและอีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการพูดคุยกับชาวต่างชาติในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าการที่ประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน หากเด็กไทยสามารถเข้าใจ และฟังภาษาต่างประเทศเข้าใจ จะทำให้เด็กไทยก้าวไกลไม่แพ้ชาติใดในโลก ทักษะการฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทย เพื่อความมั่นใจในการทำงานและการเรียนรู้ต่อไปในอนาคตเพราะฉะนั้นการฝึกฝนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านการฟังได้เป็นอย่างดี

Learning Log (นอกห้องเรียน) (ครั้งที่ 2)

Learning Log (นอกห้องเรียน)
18/08/58
(ครั้งที่ 2)
               
ในภาษาอังกฤษมีทักษะการเรียนรู้ที่สำคัญ 4 อย่างด้วยกันคือ ทักษะการฟัง ทักษะพูด ทักษะการอ่าน และทักษะการเขียน ทักษะแต่ละทักษะมีความสำคัญเท่าเทียมกันและมีความสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก หากนักเรียนหรือนักศึกษาคนใดที่มีทักษะทั้ง 4 ทักษะครบถ้วนสมบูรณ์ ผู้นั้นจะเป็นผู้ที่สามารถเข้าใจและเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างลึกซึ้ง และแท้จริงทักษะทั้ง 4 ทักษะโดยแต่ละทักษะสามารถที่จะทำให้เราเข้าใจในภาษาอังกฤษได้ และสามารถเข้าใจในเรื่องราวหรือเข้าใจในการสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด สามารถเรียนรู้ภาษาได้ง่าย การฟังเป็นทักษะหนึ่งที่มีความสำคัญมาก การฟังเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้สิ่งต่างๆให้เข้าใจ ได้เรียนรู้สำเนียง ได้เข้าใจการใช้ไวยากรณ์ในประโยค หลายๆคนประสบปัญหาในทักษะด้านการฟัง แต่ใช่ว่าการฟังนั้นเราจะไม่สามารถฝึกฝนได้หรือพัฒนาการฟังได้ ทุกคนสามารถพัฒนาได้กันทั้งสิ้น แค่เพียงต้องใช้ระยะเวลา ความพยายาม ความอดทน ที่สำคัญคือการเปิดใจ ใจเป็นสิ่งสำคัญในการเปิดรับสิ่งต่างๆแต่ทักษะการฟังนั้นไม่สามารถพัฒนาขึ้นในชั่วข้ามคืนได้ ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง นอกจากการฝึกฝนแล้วยังมีกิจกรรมอีกหลายอย่างอาทิ เช่น การดูหนัง การฟังเพลง การฟังบทความหรือนิทานที่เป็นภาษาอังกฤษ การฟังสิ่งเหล่านี้ก็สามารถทำให้เราพัฒนาศักยภาพในเรื่องของทักษะการฟัง เนื้อหาและการเรียนรู้สำเนียงต่างๆหากเราสามารถฟังได้อย่างเข้าใจและสามารถพูดได้ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จ แต่ถ้าหากใครที่ฟังไปและไม่ยังไม่สามารถเข้าใจหรือฟังไม่ออก พยายามในการฟังครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะการฝึกทักษะนั้นต้องมีความอดทนและปฏิบัติหลายๆครั้งอย่างต่อเนื่อง นอกจากการทำกิจกรรมแล้วสิ่งที่ทำให้เราสามารถเข้าใจและฝึกทักษะการฟังได้ดีนั้น คือ เทคนิคหรือเคล็ดลับในการฝึกฟังภาษาอังกฤษ
                เคล็ดลับในการฝึกทักษะการฟังภาษาอังกฤษให้เข้าใจนั้นและสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้มีหลากหลายวิธีด้วยกัน ซึ่งแต่ละวิธีสามารถทำให้เราพัฒนาทักษะทางด้านการฟังได้มากยิ่งขึ้น โดยขั้นตอนการฝึกฝนนั้นมี 9 ขั้นตอนด้วยกัน 1.ฟังรอบแรกรวดเดียวจบโดยไม่ดูบทความที่แนบมากับคลิปเสียง สูดหายใจลึกๆ หามุมที่นั่งสบายๆผ่อนคลาย ไม่ต้องกังวลว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง เป็นการฟังครั้งแรกเพื่อให้หูได้รับรู้และฟังการออกเสียงครั้งแรก 2.ฟังซ้ำอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดเพิ่มเติมหลังจากการฟังครั้งแรกหรือจะฟังอีกกี่ครั้งก็ได้เพื่อให้ชินกับเสียงที่ฟัง 3. ฟังและหยุดคลิปทุกๆ 5 วินาทีในขณะที่หยุดนั้นให้เขียนคำหรือวลีอะไรก็ได้ที่ได้ยินหรือที่เราฟังออก เขียนออกมาให้ได้มากที่สุดทำต่อไปจนจบทั้งคลิป เมื่อฟังจบทั้งคลิปแล้วลองอ่านโน๊ตย่อๆที่เราเขียนดูว่าเราพอจะจับคอนเซปต์ในเนื้อหาได้หรือไม่ว่านคลิปกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ในการฝึกนั้นขั้นเบื้องต้นเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำพูด แค่พอเข้าใจคร่าวๆว่าเนื้อหาของคลิปพูดว่าอะไร เป็นการเดาคำศัพท์ที่เราฟังว่าเราเดาคำศัพท์หรือฟังคำศัพท์นั้นถูกต้องหรือไม่ 4. ทำซ้ำแบบเดิมกับข้อ 3 แต่พยายามเติมคำศัพท์ลงไปให้มากขึ้นและแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆจากการเขียนครั้งแรก 5.พยายามเขียนเรียบเรียงคำที่ได้ให้เป็นประโยค ลองใช้ความรู้ด้านไวยากรณ์ปะติดปะต่อคำและวลีต่างๆเข้าด้วยกัน ยิ่งหากเรียบเรียงเป็นเรื่องราวได้ยิ่งดี 6. เก็บโน๊ตย่อชิ้นแรกออกไป เริ่มฟังคลิปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ให้หยุดคลิปทุกๆ 10 วินาที แล้วเขียนสิ่งได้ยินออกมาเหมือนเดิมอีกครั้ง จากนั้นลองนำมาเปรียบเทียบกับใบโน็ตย่อชิ้นเก่าดู 7. ฟังคลิปเสียงอีกครั้ง โดยอ่านโน้ตย่อของตนเองตามไปด้วย 8. เปรียบเทียบโน้ตย่อกับบทความจริงที่ถูกต้อง ถ้าพบว่ามีคำผิดเยอะต้องลองวิเคราะห์ดูว่าปัญหาในการฟังของเราเกิดจากอะไร บางคนอาจจะฟังไม่รู้เรื่องเพราะออกเสียงไม่ถูกต้อง ไม่รู้จักคำศัพท์ หรือมีปัญหากับเสียงหนัก เสียงเบา การเชื่อมคำ การรวบประโยค ก็ต้องลองแก้ปัญหาเป็นจุดๆไป 9. ฟังคลิปเสียงอีกครั้งไปพร้อมๆกับอ่านบทความจริงที่ถูกต้องเพื่อเช็คว่าตรงส่วนไหนบ้างที่คุณพลาดไป จากนั้นลองกลับไปฟังรอบสุดท้ายแบบไม่อ่านโน๊ตและบทความเลย ซึ่งพอถึงขั้นตอนนี้เราควรจะเข้าใจในเรื่องราวในนั้นมากขึ้น ส่วนในการเลือกคลิปนั้นถ้าเป็นเรื่องที่เราสนใจจะยิ่งกระตุ้นให้เราอยากฝึกฝนมากยิ่งขึ้นค่ะ การฝึกฝนของแต่ละคนนั้นจะใช้เวลาที่ต่างกันในการทำความเข้าใจและพัฒนาในด้านทักษะการฟัง เพราะการที่เราจะฟังได้ดีนั้นจุดเริ่มต้นจากการเริ่มจากการฟังสิ่งที่เราชอบ เข้าใจง่าย เหมาะต่อการเรียนรู้จะทำให้เราสนใจและเรียนรู้ได้เร็วขึ้น

                การฝึกทักษะการฟังนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากหากเราพร้อมที่จะเรียนรู้และเปิดรับมัน การฟังนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เราสามารถพัฒนาศักยภาพสิ่งอื่นๆได้อีกด้วย ทักษะการฟังเป็นสิ่งสำคัญมากทั้งในการเรียนภาษาอังกฤษ การทำงาน และเป็นทักษะที่มีบทบาทมากในด้านของการสื่อสารกับชาวต่างชาติ หากการฟังของเราไม่แข็งแรงก็อาจจะมีความผิดพลาดและไม่เข้าใจในการสื่อสาร ทักษะการฟังไม่สามารถพัฒนาขึ้นในชั่วข้ามคืนได้ มันต้องใช้เวลาในการฝึกฝน ทำซ้ำอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ฟังแต่ละครั้งไม่กี่นาที แต่จำเป็นต้องเน้นการฝึกฝนบ่อยๆ จะได้ผลดีกว่าการฟังครั้งหนึ่งเป็นชั่วโมงแต่ฝึกแค่สัปดาห์ละครั้ง หากรู้สึกว่าเรามีทักษะที่พัฒนาขึ้นแล้ว ระหว่างฟังเราสามารถฝึกพูดได้ด้วย การพูดจะทำให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ฟังมากขึ้น และเป็นการรีเช็คให้มั่นใจว่าสิ่งที่เราได้ยินนั้นถูกต้องมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งระยะในการพัฒนาการฝึกทักษะทางด้านการฟังของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคนอาจใช้เวลานานเป็นเดือน หรือบางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นปี ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของผู้ศึกษา การเขียนภาษาไม่มีทางลัด การฝึกฝนเท่านั้นจะสามารถที่จะทำให้เราพัฒนาและทำให้เราเก่งขึ้นได้ หากเรามีทักษะการฟังที่ดีแล้ว การศึกษาเล่าเรียน การทำงาน หรือการสื่อสารกับชาวต่างชาติก็ไม่ยากเกินความสามารถค่ะ การที่เรามีทักษะการฟังมี่ดีนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายต่อการเรียนรู้สิ่งรอบๆตัว การสื่อสารในชีวิตประจำวันนั้น ทักษะการฟังนับว่าเป็นทักษะรับสารที่สำคัญอย่างหนึ่ง เป็นทักษะที่ใช้กันมาก เป็นทักษะแรกที่ต้องทำการสอน เพราะการที่เราจะพูดนั้นเราต้องเข้าใจก่อนจึงสามารถพูดโต้ตอบ อ่านหรือเขียนได้ ทักษะการฟังจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนรู้ทักษะอื่นๆ ดังนั้น ในการเรียนการสอนนักเรียนจึงควรไดรับการฝึกฝนทักษะการฟังอย่างเพียงพอและจริงจัง ทักษะการฟังภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญและมีความสามารถในการฟังอย่างเข้าใจในสารที่ได้รับฟัง การฝึกทักษะการฟังนั้นเราควรมีความรู้และเทคนิคต่างๆในการฝึกฝน เราจึงจะสามารถประสบความสำเร็จและมีทักษะการฟังที่ดี

Learning Log (นอกห้องเรียน) (ครั้งที่ 1 )

Learning Log (นอกห้องเรียน)
11/08/58
(ครั้งที่ 1 )
                ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สำคัญในการเรียนรู้ในปัจจุบัน   ประเทศไทยตอนนี้เป็นยุคที่ภาษาอังกฤษกำลังเฟื่องฟู ในฐานะที่ตอนนี้เขาเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ภาษาอังกฤษมีความน่าสนใจมากในปัจจุบัน  เนื่องจากหลายๆ คนเข้ามาให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น ทุกวันนี้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองที่ทุกคนจำเป็นต้องพูดเพื่อสื่อสารให้ได้ ในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารรวมทั้งธุรกิจหลายๆ อย่างที่มาลงทุนในประเทศส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจต่างประเทศ และมักจะให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการสื่อสารมากขึ้น มนุษย์เราค่อยๆ เรียนรู้วิธีการใช้ภาษาในการสื่อสารในประจำวันมากยิ่งขึ้นมาทีละเล็กละน้อยตามความจำเป็นของการใช้ภาษา และมีการฝึกเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันก็ย่อมแตกต่างกันไป ตามกาลเทศะ บุคคล อาชีพ เพศ วัย หรือแม้กระทั่งลักษณะทางภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมต่างๆ  จะมีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำ  การเรียบเรียงคำเพื่อให้เหมาะสมกับสิ่งเหล่านี้   และเพื่อให้ตรงวัตถุประสงค์ในการสื่อสาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลทำให้เกิดความแตกต่าง ทำให้เกิดภาษาที่แตกต่างกันในแต่ละอาชีพเพื่อที่จะเรียนรู้ใช้ภาษาให้ถูกกับสังคมนั้นๆ อย่างเข้าใจ  และสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ การเรียนรู้ภาษานั้นมีความแตกต่างจากการเรียนรู้วิชาอื่นๆ เป็นอย่างมาก  การเรียนรู้ภาษานั้นจะต้องควบคู่ระหว่างความรู้และทักษะ เพื่อให้กระบวนการมีประสิทธิภาพสูงสุดที่จะเรียนรู้ภาษาได้มากยิ่งขึ้น   ความรู้และทักษะนั้นเป็นกระบวนการที่สำคัญที่จะทำให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายในการใช้ภาษาได้  และยังมีกลยุทธ์ต่างๆ ที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ในการฝึกภาษาได้ดียิ่งขึ้น โดยกลยุทธ์ทั้งหมดนั้น สามารถทำให้ผู้เรียนเข้าใจและเรียนรู้รวมไปถึงการแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองได้ ในการพัฒนาความรู้ทางด้านภาษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
                การที่เราจะเชียวชาญในเรื่องของภาษานั้นเพื่อให้ประสบความสำเร็จ กระบวนการที่สำคัญในการที่จะต้องใช้อันแรกคือ ความรู้ ความรู้ในการเรียนนั้นเป็นภาคทฤษฎีของเนื้อหาทั้งหมด ความรู้ คือ ความเข้าใจในเนื้อหา เข้าใจในสิ่งบางสิ่งหรือเรื่องบางเรื่อง รวมไปถึงความสามารถในการนำสิ่งนั้นไปใช้เพื่อเป้าหมายบางประการ  ความรู้เป็นขั้นแรกของพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความสามารถ ความรู้เป็นหนึ่งขั้นตอนของการเรียนรู้ โดยในความรู้นั้นได้ประกอบด้วยหลายอย่าง เช่น ความหมาย ข้อเท็จจริง ทฤษฎี กฎ โครงสร้าง สิ่งเหล่านี้คือเนื้อหาที่เป็นเกี่ยวกับความรู้  ผลของสิ่งเหล่านี้ที่แสดงออกมาคือความเข้าใจ โดยความเข้าใจของผู้เรียนนั้นได้แสดงผลออกมาในรูปของการแปล หรือการโต้ตอบอย่างถูกต้องและเข้าใจ หากทุกคนสามารถมีความรู้อย่างครบถ้วนสมบรูณ์ การเรียนภาษาเพื่อให้เกิดสัมฤทธิ์ผลจึงเป็นสิ่งที่ง่ายดายที่จะทำให้ผู้เรียนเป็นผู้เชียวชาญทางด้านภาษา  เช่นการที่เราเข้าใจวิชาที่เราเรียน  อาจารย์สอนในเนื้อหา  ความหมาย  ทฤษฎี และความรู้ต่างๆ  รวมไปถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นทฤษฎีที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะเข้าใจในการเรียนภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น  แต่บางครั้งหากใช้ความรู้เพียงอย่างเดียว  อาจทำให้ผู้ศึกษานั้นไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้อย่างแท้จริง การฝึกทักษะนั้นจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ผู้เรียนภาษานั้น สามารถเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่างๆได้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ในการใช้ภาษาอย่างแท้จริง
                ทักษะเป็นอย่างหนึ่งอย่างที่เป็นกระบวนการที่สำคัญของการเรียนรู้ภาษา ทักษะหรือความชำนาญที่เกิดจากการฝึกฝน  ถือว่าเป็นภาคปฏิบัติ ทักษะเป็นความสามารถขั้นพื้นฐานของบุคคลในการปรับตัวและเพื่อที่จะสามารถเผชิญปัญหาต่างๆ ที่อยู่รอบๆตัวทั้งในสภาพสังคมปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาษาอังกฤษนั้นมีหลากหลายทักษะในการเรียนรู้ คือทักษะการพูด  ทักษะการอ่าน  ทักษะการฟัง  และทักษะการเรียน  โดยแต่ละทักษะนั้นผู้เรียนสามารถพัฒนาได้หลากหลายวิธี  เช่นทักษะการพูด  เราสามารถฝึกพูดโดยให้เจ้าของภาษาเป็นผู้โต้ตอบการสนทนากับเขา  ทักษะด้านการอ่าน  เราสามารถฝึกโดยการอ่านหนังสือนิทาน หนังสือพิมพ์ หรือวารสารของต่างประเทศบ่อยๆ ทักษะการฟัง เราสามารถฝึกได้ โดยการฟังวิทยุ ฟังเพลง ดูหนังเกี่ยวกับภาษาอังกฤษทั้งสิ้น  และทักษะการเขียน เราสามารถฝึกได้โดยการเขียนเรื่องราวประจำวันของตนเอง เขียนบรรยายสิ่งต่างๆรอบข้างตัวเรา ในการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ เราไม่สามารถพัฒนาได้ชั่วข้ามคืน เราต้องใช้เวลาในการฝึกฝนซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เราจึงจะสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากที่เราฝึกฝนแล้วนั้น การเรียนภาษาก็มีกลยุทธ์ที่จะสามารถทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจภาษาได้ดียิ่งขึ้น
                กลยุทธ์ในการเรียนภาษาอังกฤษมีองค์ประกอบทั้งหมด 10 ประการ โดยแต่ละประการนั้นเราสามารถเรียนรู้ และนำไปเป็นแนวทางในการเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างลึกซึ้ง และได้รับความรู้อย่างเต็มศักยภาพ 1. การศึกษา คือ การเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไวยากรณ์ หรือคำศัพท์ในภาษาอังกฤษและยังมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติ และความรู้ที่เกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม 2. การฝึกฝน คือการประพฤติปฏิบัติอย่างซ้ำๆ จนคลองแคล่งไม่บกพร่อง 3. การสังเกต คือการใช้ตรรกะหยั่งรู้เอาเองได้ และมีความละเอียดถี่ถ้วนเก็บรายละเอียดของเนื้อหาเรื่องภาษาอย่างครบถ้วนสมบรูณ์ โดยเฉพาะไวยากรณ์ คำศัพท์ และภาษาสำเร็จรูป  4.การจดจำ คือการเรียนรู้จากการจดจำขึ้นใจ หรือการทำซ้ำๆ ทบทวนจนจำได้ และสามารถนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว 5. การเลียนแบบ คือพฤติกรรมที่มีการทำจากต้นแบบโดยอาศัยการลอกเลียนแบบ เช่นการเลียนแบบสำเนียงของฝรั่งหรือเจ้าของภาษา ทำให้เราสามารถออกเสียงได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 6. การดัดแปลง คือการนำความรู้มาดัดแปลงแก้ไขให้เข้ากับวัตถุประสงค์ในการใช้ภาษาในสถานการณ์ต่างๆได้  7. การวิเคราะห์  คือต้องอาศัยการเลียนแบบอยู่มาก โดยการวิเคราะห์มี3ระดับใหญ่ๆ คือ ระดับศัพท์  คือวิเคราะห์โครงสร้างและความหมายของวลีและประโยค ในสิ่งที่ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการสื่อ  8. การค้นคว้า คือ การหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทำให้ผู้รู้และประโยชน์สารพัดด้านกับผู้เรียน  9. การใช้งาน เมื่อเรามีการเรียนรู้ภาษาไปบ้างแล้ว เราควรที่ที่จะนำความรู้นั้นมาใช้งาน  เพื่อจะได้รู้ความรู้นั้นสามารถใช้ได้หรือไม่ 10. การปรับปรุง การฝึกฝนภาษานั้น ผู้เรียนที่ดีต้องช่างสังเกตและรู้ข้อผิดพลาดของตนเองและนำข้อผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไขด้วยการศึกษาเพิ่มเติม ฝึกฝน เพื่อความก้าวหน้าต่อไป

                การเรียนภาษานั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่จะใช้เพื่อการสื่อสารในอนาคตภาษาเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการประกอบอาชีพ  การเรียน และเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องใช้อีกไม่นานนี้ โดยเฉพาะประเทศไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน ภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญมากที่ทุกคนต้องศึกษาเล่าเรียน และเข้าใจในเนื้อหาของหลักไวยากรณ์คำศัพท์ต่างๆ โดยการฝึกภาษานั้นนอกจากฝึกทฤษฎีแล้ว การฝึกทักษะนั้นก็เป็นสิ่งที่ผู้เรียนจะได้ฝึกในทักษะต่างๆแล้ว  การฝึกทักษะนั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เรียนสามารถทำให้ผู้เรียนเข้าใจและพัฒนาตนเองได้ดียิ่งขึ้น นอกจากผู้เรียนจะได้ฝึกในทักษะต่างๆแล้ว ยังสามารถทำให้ผู้เรียนได้รู้แนวทางการฝึกทักษะความรู้ในหลายๆด้าน โดยการเรียนแต่ละภาคทฤษฎีโดยไม่ปฏิบัตินั้นย่อมไม่ทำให้บรรลุเป้าหมายได้ ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เราพัฒนาตนเองได้ แต่ถ้าหากเราควบคู่กันระหว่างความรู้และทักษะ จะทำให้ผู้เรียน เรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง และเข้าใจอย่างแท้จริงได้ และสามารถใช้ภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมไปถึงกลยุทธ์ต่างๆ สามารถจะช่วยให้ผู้เรียนมีแนวทางในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบแบบแผน เป็นการจัดการองค์ความรู้ของตนเอง เพื่อให้ตนเองได้เรียนรู้และเข้าใจในภาษาอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนแต่ละคนจะมีวิธีการเรียนอันเป็นลักษณะเฉพาะตัว มีการวางแผนของตนเอง มีการเรียนรู้ที่ต่างกัน  ทำให้ผู้เรียนแต่ละคนมีประสิทธิภาพที่ต่างกัน กลยุทธ์เหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้เรียน เรียนรู้ได้มากขึ้น และสามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้ในกระบวนการเหล่านี้ กระบวนการเหล่านี้จะสะท้อนให้เราเห็นว่าในทักษะและความรู้ของเรานั้นมีประสิทธิภาพแค่ไหน และสิ่งที่เราไม่พึงพอใจหรือควรแก้ไขปรับปรุงอย่างไร หากเรามีความรู้ในเรื่องของภาษาอย่างชัดเจน สามารถทำให้เรามีความเชียวชาญสามารถพัฒนาตนเองและผู้อื่นไปเรื่อยๆ สามารถสอนให้กับผู้คนที่ไม่มีความรู้และไม่เข้าใจในความรู้ทางภาษาได้ และเพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย ให้เด็กสามารถเข้าใจและพูดภาษาอังกฤษได้ เพื่อใช้ในการเรียน การทำงาน  และเพื่อเป็นการทำให้ประเทศไทยของเราสามารถพัฒนาในทุกๆด้าน เพื่อความก้าวหน้าของประเทศในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนต่อไป

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การแปล

การแปล

ความสำคัญของการแปล
              ในปัจจุบันมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสื่อสารเพิ่มมากขึ้นอย่างกว้างขวาง เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในการเดินทาง  ภาษาอังกฤษจึงมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ มีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการแสดงและอธิบายความหมายเพื่อการโต้ตอบระหว่างมนุษย์ทั่วโลก คนต่างชาติต่างภาษาในโลกได้มีการติดต่อกันมากขึ้นทุกวัน การแปลจึงมีความสำคัญมากขึ้นเนื่องจากประเทศไทยมีการติดต่อกับต่างประเทศในวงการต่างๆมากขึ้น ผู้ที่ทำการติดต่อนั้นบางคนอาจจะรู้ภาษาต่างประเทศไม่ดีพอ จึงจำเป็นต้องอาศัยผู้แปลเพื่อประหยัดเวลาและเพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพ งานแปลจึงสามารถยึดเป็นอาชีพได้และได้รับการยกย่องว่าเป็นอาชีพที่ช่วยเสริมสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศ
            การใช้ภาษาต่างประเทศในหน่วยงานต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ปรากฏว่าภาษาอังกฤษมรปริมาณการใช้มากที่สุด ทั้งนี้เป็นเพราะ
               1.หน่วยงานต่างๆได้ขยายปริมาณ
               2.มีการติดต่อกับชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น
               3.มีตำรา


การแปลในประเทศไทย
     การแปลในประเทศไทยเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชส่งโกษาปานไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์แห่งประเทศฝรั่งเศส จึงมีการฝึกนักแปลประจำราชสำนัก มีการแปลเอกสารต่างๆในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมีการสอนภาษาอังกฤษในราชสำนัก
การแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยเริ่มมีบทบาทสำคัญในสังคมไทย ตั้งแต่ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ รวมทั้งความเจริญทางเทคโนโลยี ทำให้ความต้องการและเดินทางกันได้สะดวก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา นอกจากนี้การแปลจะช่วยให้ลดความไม่เข้าใจกันเนื่องจากมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน และ สร้างความเข้าใจระหว่างนานาชาติทำให้เกิดสันติภาพในโลก
     งานแปลของไทย เช่นเดียวกันจากการที่เรามีบริษัทตัวแทนในการค้าขายจากต่างประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาชาวต่างประเทศในการพัฒนาประเทศ ในด้านต่างๆ  และเพื่อการศึกษาของชาติ จึงมีการแปลตำราเหล่านี้เป็นภาษาไทย เพื่อช่วยให้นักศึกษา นักธุรกิจ และนักการเมือง ในการศึกษาหาความรู้หรือเดินทางไปต่างประเทศ จึงควรมีการแปลงงานทุกอย่างหรือแปลมาเป็นภาษาไทยให้มากที่สุด เพื่อสร้างความเข้าใจอันดี ระหว่างประเทศ ระหว่างประชาชน และระหว่างสังคม ระหว่าง วัฒนธรรม ที่แตกต่างกันของประเทศต่างๆไม่ว่าจะเป็นงาน ด้านวิชาการหรือเรื่องสั้น วรรณคดี และบทประพันธ์ต่างๆ และการแปลเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ในการพัฒนาทางวรรณคดี วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี  โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ กับ เทคโนโลยี หากเกิดข้อผิดพลาดในห้องทดลองอาจเกิดอันตรายได้


 การแปลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
     ผู้แปลจะต้องเป็นกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและมีนักภาษาด้วยเพื่อป้องกันการใช้ภาษาวิบัติ ผู้แปลจะต้องติดตามข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าการแปลนั้นสำคัญ เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน
การสอนแปลในระดับมหาวิทยาลัย
     การสอนแปลในระดับมหาวิทยาลัยเป็นการสอนไวยากรณ์และโครงสร้างของภาษา การใช้ภาษา รวมทั้งการอ่านเพื่อความเข้าใจ เนื่องจากนักศึกษายังขาดความรู้ในเรื่องเหล่านี้และผู้ที่จะแปลได้ควรจะเป็นผู้ที่มีความรู้ทางภาษาอย่างดีแล้ว โดยได้รับการฝึกฝนในเรื่องไวยากรณ์และโครงสร้างภาษาอังกฤษอย่างได้ผลจริงๆ  นักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจและนำมาใช้ในวิชาการแปล เพราะจะทำให้สามารถอ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้ดีไม่เกิดปัญหาในการอ่านหรือเขียนประโยคบางแบบโดยเฉพาะประโยคที่มีโครงสร้างยากๆทั้งในภาษาต้นฉบับและภาษาที่จะใช้แปล


การแปลคืออะไร
     การแปลคือการถ่ายทอดความคิดจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง โดยให้มีใจความครบถ้วนสมบูรณ์ตรงตามต้นฉบับทุกประการ ไม่มีการตัดต่อหรือแต่งเติมที่ไม่จำเป็นใดๆทั้งสิ้นอีกทั้งควรรักษาให้ได้รูปแบบตรงตามต้นฉบับ การแปลจึงเป็นเรื่องที่สามารถเรียนรู้และฝึกปฏิบัติกันได้ การแปลทางด้านวรรณคดีและการแปลร้อยกรองนั้นเป็นศิลปะชั้นสูงที่ต้องอาศัยจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ พรสวรรค์และความสามารถเฉพาะของผู้เรียน


ผู้เรียนแปลจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. รู้ลึกซึ้งในเรื่องภาษา มีความรู้พื้นฐานด้านภาษาอย่างดีมีความสามารถในการใช้ภาษา
2. รักการอ่าน ค้นคว้า
3. มีความอดทนมีความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไข
4. มีความรับผิดชอบ รู้จักใช้ความคิดของตนเอง

นักแปลที่มีคุณภาพ หมายถึง นักแปลที่มีความสามารถถ่ายทอดความคิดของต้นฉบับได้อย่างครบถ้วนโดย ไม่ขาดหรือไม่เกิน

วัตถุประสงค์ของการสอนแปล
1. เป้าหมายที่สำคัญของการสอนแปลคือการฝึกเพื่อผลิตนักแปลที่มีคุณภาพให้ออกไปรับใช้สังคมในด้านต่างๆ
2. การสอนแปลให้ได้ผล วิชาแปลเป็นวิชาที่เกี่ยวเนื่องกับทักษะ 2 ทักษะ คือ ทักษะในการอ่านและทักษะในการเขียน ผู้แปลจะต้องอ่านเข้าใจ สามารถจับใจความสำคัญได้และสามารถถ่ายทอดความเข้าใจออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้
3. ผู้สอนแปลต้องหาทางเร่งเร้าให้ผู้เรียนได้อ่านอย่างกว้างขวางมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้มีการค้นคว้าเพื่อหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง
 4. ให้ผู้เรียนแปลได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักแปลอาชีพหรือผู้ใช้บริการการแปล
     สรุป การแปลที่ดีจะต้องถ่ายทอดความหมายของต้นฉบับได้อย่างถูกต้อง สวยงามจนกระทั่งผู้อ่านไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังอ่านสำนวนแปล ผู้แปลจะต้องมีศิลปะที่จะซ่อนเร้นร่องรอยของการแปลไว้อย่างมิดชิดจนกระทั่งผู้อ่านเกิดความประทับใจเช่นเดียวกับการอ่านจากต้นฉบับทีเดียว


บทบาทของการแปล
     ในการสื่อสารระบบนี้มีผู้แปลเป็นตัวกลางระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร ขบวนการสื่อสารนี้จึงเป็นเรื่องพิเศษ  ผู้แปลในฐานะที่เป็นตัวกลางในการส่งสารจึงมีบทบาทสำคัญมาก เพราะผู้แปลจะต้องเป็นตัวกลางระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร ซึ่งในการส่งสารแบบนี้จะต้องประสบความแตกต่างทั้งในด้านการใช้ภาษา ความรู้ อาชีพ สังคม วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี


ลักษณะของงานแปลที่ดี
     ลักษณะของงานแปลที่ดีควรจะมีเนื้อหาข้อเท็จจริงตรงตามต้นฉบับ ใช้ภาษาที่ชัดเจนกระชับความใช้รูปประโยคสั้นๆ แสดงความคิดเห็นได้ชัดเจน ใช้ภาษาเปรียบเทียบได้เหมาะสมและรักษาหรือสไตล์การเขียนของผู้แต่งงานต้นฉบับไว้ และมีการปรับแต่งถ้อยคำสำนวนให้เข้ากับสภาพสังคม เพื่อให้ผู้อ่านงานแปลเกิดความเข้าใจ


ลักษณะงานแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยที่ดี
1.  ภาษาไทยที่ใช้ในงานแปลนั้นมีลักษณะเป็นธรรมชาติ
2.  สามารถนำต้นฉบับภาษาอังกฤษมาเทียบเคียงกับคำแปลภาษาไทยได้ เน้นความชัดเจนของภาษาเป็นสำคัญ
3. ใช้การแปลตีความ เก็บความเรียบเรียงและเขียนใหม่ ไม่แปลแบบคำต่อคำ


สรุปคุณสมบัติของผู้แปล
1.เป็นผู้ที่มีความรู้ในภาษาตันฉบับ และใช้ภาษาแปลที่ดี
2.เป็นผู้ที่ชอบค้นคว้าอยู่เสมอ
3.เป็นผู้ที่มีวิจารณญาณในการแปล
4.เป็นผู้ที่มีใจกว้าง รับฟังความเห็นของผู้อื่นเสมอ


การให้ความหมายในการแปล
การส่งสารโดยวิธีการแปลเป็นภาษาแม่ของตนการให้ความหมายมี 2 ประการคือ
1.  การแปลที่ใช้รูปประโยคต่างกันแต่มีความหมายอย่างเดียวกัน
2.  การตีความหมายจากบริบทของข้อความต่างๆ อาจจะดูจากสิ่งของ รูปภาพ การกระทำ ตลอดจนสถานภาพต่างๆ


การแปลกับการตีความจากบริบท
     ความใกล้เคียง และความคิดรวบยอด ไม่ใช่แปลแบบให้ความหมายเดียวกันในรูปประโยคที่ต่างกัน แต่ให้ดูสถานภาพของข้อความ ความหมายของคำรอบข้างหรือบริบทของข้อความ ดังนั้นผู้แปลจึงต้องทำให้นามธรรมนั้นออกมาเป็นความคิดรวบยอดจากรูปภาพและสามารถสรุปความหมายออกมาได้

การวิเคราะห์ความหมาย
การวิเคราะห์ความหมาย มี 3 อย่าง คือ
           1. องค์ประกอบของความหมาย
เนื่องจากภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย ภาษาแต่ละภาษาจึงต้องมีระบบที่จะแสดงความหมาย คือ
1. คำศัพท์ คือคำที่ตกลง ยอมรับกันของผู้ใช้ภาษาที่จะมีคำศัพท์จำนวนมากในการสื่อความหมาย ความหมายของคำแต่ละคำจะเปลี่ยนแปลงไปได้ในบริบทต่างๆตามที่คำนั้นปรากฏอยู่
2. ไวยากรณ์ หมายถึง แบบแผนการจัดเรียงคำในภาษา เพื่อให้เป็นประโยคที่มีความหมาย
3. เสียง ในภาษาจะมีเสียงจำนวนมากซึ่งเป็นเสียงที่มีความหมาย เช่น เสียงสระ เสียงพยัญชนะ นำเสียงเหล่านี้มารวมกันเข้าอย่างมีระเบียบ จะทำให้เกิดเป็นหน่วยที่มีความหมาย เรียกว่า คำ หรือคำศัพท์
         2. ความหมายและรูปแบบ
ความหมายและรูปแบบมีความสัมพันธ์กันดังนี้
1. ในแต่ละภาษา ความหมายหนึ่งอาจจะแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น ในรูปประโยคที่ต่างกันหรือใช้คำที่ต่างกัน
2. รูปเดียวอาจจะมีหลายความหมาย ความหมายของรูปแบบแต่ละรูปแบบนั้นไม่แน่นอนตายตัวเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทเป็นสำคัญ
         3. ประเภทของความหมาย
นักภาษาศาสตร์ได้กำหนดประเภทความหมายไว้ 4 ประเภทด้วยกัน
1.  ความหมายอ้างอิง (Referential meaning) หรือความหมายโดยตรง หมายถึง ความหมายที่กล่าวอ้างโดยตรงถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม หรือเป็นความคิด มโนภาพ อาจเป็นความหมายทั่วๆไป หรือเป็นความหมายอ้างเฉพาะ
2. ความหมายแปล (Connotative meaning) หมายถึง ความรู้สึกทางอารมณ์ของผู้อ่าน ผู้ฟัง ซึ่งอาจจะเป็นความหมายในทางบวก หรือทางลบก็ได้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของภาษาและภูมิหลังของบุคคล
3. ความหมายตามบริบท (Contextual meaning) รูปแบบหนึ่งๆของภาษาอาจจะมีความหมายได้หลายความหมาย ต้องพิจารณาจากบริบทที่แวดล้อมคำนั้นทั้งหมด จึงจะรู้ความหมายที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ
4. ความหมายเชิงอุปมา (Figurative meaning) เป็นความหมายที่เกิดจากการเปรียบเทียบ ทั้งการเปรียบเทียบโดยเปิดเผย และการเปรียบโดยนัย ผู้แปลจะต้องวิเคราะห์การเปรียบเทียบ ออกเป็น 3 ส่วนคือ
4.1.สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ
4.2.สิ่งที่ถูกเปรียบเทียบ
4.3ประเด็นของการเปรียบเทียบ

การเลือกบทแปล
     เลือกบทแปลตามวัตถุประสงค์ของการสอนแปล เพื่อให้ได้ซึ่งความหลากหลายของประเภทงานเขียน โดยคำนึงถึงการทำให้ผู้เรียนได้มีโอกาสตระหนักถึงความบกพร่องต่างๆของตนเองในการแปล และให้ผู้เรียนได้ความรู้ทางด้านทักษะทางด้านของภาษาและเนื้อหาไปด้วย


เรื่องที่จะแปล
     เรื่องที่จะเลือกมาแปลมีหลายสาขาจะต้องเลือกว่าแปลสาขาใด ซึ่งจะทำให้คนมีความรู้ที่ทันสมัย จึงควรมีคณะกรรมการแปลระดับชาติ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละสาขาวิชาใหญ่ๆเป็นแกน การแปลจึงควรเลือกหนังสือที่เป็นหลักวิชาที่ยอมรับกันในสาขาวิชานั้นๆ


ความแตกต่างทางโครงสร้างของภาษาไทยกับภาษาอังกฤษที่มีผลต่อการแปล

    คำว่าโครงสร้าง ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Structure โครงสร้างเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการเรียนรู้ภาษาหรือการใช้ภาษา เราพูดเป็นประโยคที่มีใจความสมบูรณ์และสื่อสารกันรู้เรื่องเพราะเรารู้หรือเข้าใจโครงสร้างของภาษา โครงสร้างเป็นสิ่งที่บอกเราว่าเราจะนำคำศัพท์ที่เรารู้มาประกอบกันหรือเรียงกันอย่างไรจึงจะเป็นที่เข้าใจของผู้ที่เราสื่อสารด้วย  ในการใช้ภาษาใดก็ตาม ถ้าเราไม่รู้หรือเข้าใจโครงสร้างของภาษานั้น เราจะล้มเหลวในการสื่อสาร คือฟังหรืออ่านไม่เข้าใจ และพูดหรือเขียนให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้

1. ชนิดของคำและประเภททางไวยากรณ์ที่สำคัญ
ชนิดของคำ (parts of speech) เป็นสิ่งสำคัญในโครงสร้าง เพราะเมื่อเราสร้างประโยคเราต้องนำคำมาเรียงร้อยกันให้เกิดความหมายที่ต้องการสื่อสาร ประโยคจะถูกไวยากรณ์เมื่อเราใช้ชนิดของคำตรงกับหน้าที่ทางไวยากรณ์
     ประเภททางไวยากรณ์ (grammatical category) หมายถึง ลักษณะสำคัญในไวยากรณ์ของภาษาใดภาษาหนึ่ง  ซึ่งมักสัมพันธ์กับชนิดของคำ
1.1. คำนาม เมื่อเปรียบเทียบคำนามในภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ พบว่าประเภททางไวยากรณ์ที่เป็นลักษณะสำคัญหรือลักษณะที่มีตัวบ่งชี้ (marker) ในภาษาอังกฤษแต่เป็นลักษณะที่ไม่สำคัญหรือไม่มีตัวบ่งชี้ในภาษาไทย ได้แก่
1.1.1 บุรุษ  (person) บุรุษ เป็นประเภททางไวยากรณ์ที่บ่งบอกว่าคำนามหรือสรรพนามที่นำมาใช้ในประโยค หมายถึง ผู้พูด (บุรุษที่ 1) ผู้ที่ถูกพูดด้วย (บุรุษที่ 2) หรือผู้ที่ถูกพูดถึง (บุรุษที่ 3)
1.1.2 พจน์ (number) พจน์ เป็นประเภททางไวยากรณ์ที่บ่งบอกจำนวน ว่าเป็นจำนวนเพียงหนึ่ง หรือจำนวนมากกว่าหนึ่ง 
1.1.3 การก (case) การก คือประเภททางไวยากรณ์ของคำนามเพื่อบ่งชี้ว่าคำนามนั้นเล่นบทบาทอะไร คือสัมพันธ์กับคำอื่นในประโยคอย่างไร
1.1.4 นามนับได้ กับนามนับไม่ได้ (countable and uncountable nouns) คำนามในภาษาอังกฤษต่างจากภาษาไทยในเรื่องการแบ่งเป็นนามนับได้และนามนับไม่ได้  
ในภาษาไทยคำนามทุกคำนับได้ เพราะเรามีลักษณนามบอกจำนวนของทุกสิ่งได้ แล้วเราสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับคำนามต่างๆ 
ในภาษาอังกฤษมีการใช้หน่วยบอกปริมาณหรือปริมาตรกับคำนามที่นับไม่ได้ทำให้เป็นหน่วยเหมือนนับได้ แต่ก็ไม่เป็นระบบทั่วไปเหมือนภาษาไทย
1.5 ความชี้เฉพาะ (definiteness) ประเภททางไวยากรณ์อีกประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญในภาษาอังกฤษ แต่ไม่สำคัญในภาษาไทย ได้แก่ การแยกความแตกต่างระหว่างนามชี้เฉพาะกับนามไม่ชี้เฉพาะ

               การแยกความแตกต่างระหว่างชี้เฉพาะกับไม่ชี้เฉพาะนี้ไม่มีในภาษาไทย จึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจสำหรับคนไทย ดังนั้นเวลาคนไทยแปลไทยเป็นอังกฤษจึงต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ ตรงกันข้าม เมื่อแปลอังกฤษเป็นไทยลักษณะความแตกต่างดังกล่าวก็ไม่จำเป็นต้องแสดงในภาษาไทยเพราะถ้าแสดงจะทำให้ฟังดูรกรุงรังไม่เป็นธรรมชาติ

2. คำกริยา คำกริยานับได้ว่าเป็นหัวใจของประโยค การใช้กริยาซับซ้อนกว่าคำนาม เพราะมีประเภททางไวยากรณ์ต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องหลายประเภท ดังนี้
2.1 กาล (tense) คำกริยาในภาษาอังกฤษต้องแสดงกาลเสมอว่าเป็นอดีต หรือไม่ใช่อดีต ผู้พูดภาษาอังกฤษไม่สามารถใช้คำกริยาโดยปราศจากการบ่งชี้กาล
2.2 การณ์ลักษณะ (aspect) การณ์ลักษณะ หมายถึง ลักษณะของการกระทำหรือเหตุการณ์

                โดยเหตุที่ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษแตกต่างกันอย่างเด่นชัดในแง่ที่ภาษาอังกฤษถือว่าเรื่องเวลาของเหตุการณ์เป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกประโยคที่พูดหรือเขียนจะต้องมีการตัดสินหรือแสดงให้ชัดว่าเกิดเหตุในอดีต หรือปัจจุบัน หรืออนาคต และเหตุการณ์ใดเกิดก่อน หรือเกิดหลัง แต่ภาษาไทยถือว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อใดไม่เป็นสิ่งสำคัญ ผู้อ่านสามารถตีความได้เองจากบริบท แม้นว่าจะไม่ตีความก็ไม่เป็นไร เพราะผู้พูดไม่เน้นเรื่องเวลาของเหตุการณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง ในภาษาไทย การกล่าวหรือเล่าเรื่องใดก็ตาม เวลาเป็นเรื่องลอยตัว ไม่ต้องระบุให้ชัดแจ้ง

2.3 มาลา (mood) มาลา เป็นประเภททางไวยากรณ์ที่ใช้กับคำกริยา มีหน้าที่แสดงว่าผู้พูดมีทัศนคติต่อเหตุการณ์ หรือเรื่องที่พูดอย่างไร มาลาในภาษาอังกฤษแสดงโดยการเปลี่ยนรูปคำกริยาหรือแสดงโดยใช้คำกริยาช่วย ที่เรียกว่า model auxiliaries   ในภาษาไทยมาลาแสดงโดยกริยาช่วยหรือคำวิเศษณ์เท่านั้น ไม่ได้แสดงโดยการเปลี่ยนรูปกริยาคำ

2.4 วาจก (voice) วาจก เป็นประเภททางไวยากรณ์ที่บ่งชี้ความสัมพันธ์ระหว่างประธานกับการกระทำที่แสดงโดยคำกริยา ว่าประธานเป็นผู้กระทำหรือประธานเป็นผู้ถูกกระทำ ในภาษาอังกฤษประโยคส่วนใหญ่จะมีกริยาเป็นกรรตุวาจก แต่ในบางกรณี กริยาจำเป็นต้องอยู่ในรูปกรรมวาจก เพราะผู้พูดอาจไม่ต้องการระบุผู้กระทำ แต่ต้องการเน้นผู้ถูกกระทำแทน ในภาษาไทยคำกริยาไม่มีการเปลี่ยนรูปในตัวของมันเองเพื่อแสดงกรรตุวาจกหรือกรรมวาจก ในการแปลระหว่างภาษาอังกฤษกับไทยประโยคกรรมในภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องเท่ากับประโยคกรรมในภาษาไทยเสมอไป

                  ในการแปลระหว่างภาษาอังกฤษกับภาษาไทย ประโยคกรรมในภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องเท่ากับประโยคกรรมในภาษาไทยเสมอไป

2.5 กริยาแท้กับกริยาไม่แท้ (finite vs. non-finite) คำกริยาในภาษาอังกฤษต่างจากภาษาไทยมากในเรื่องการแยกกริยาแท้ออกจากกริยาไม่แท้ กล่าวคือในหนึ่งประโยคเดียวจะมีกริยาแท้ได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น ซึ่งมีรูปแบบที่เห็นชัดจากการที่ต้องลงเครื่องหมายเพื่อบ่งชี้ประเภททางไวยากรณ์ต่างๆ ส่วนกริยาอื่นๆในประโยคต้องแสดงรูปให้เห็นชัดว่าไม่ใช่กริยาแท้ 

 3. ชนิดของคำประเภทอื่น
     ชนิดของคำประเภทอื่นนอกจากคำนามกับกิริยามีความซับซ้อนน้อยกว่านามและกริยา และไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการแปลมากเท่ากับนามกับกริยา อย่างไรก็ตาม คำที่เป็นปัญหาในตัวศัพท์เอง ได้แก่ คำบุพบท (preposition) ซึ่งผู้แปลต้องหมั่นสังเกตบุพบทที่ใช้ต่างกันในสองภาษา คำ  adjective ในภาษาอังกฤษก็อาจเป็นปัญหาสำหรับคนไทยเพราะต้องใช้ verb to be เมื่อทำหน้าที่เป็นภาคแสดงของ

               ที่กล่าวมาเป็นการแสดงให้เห็นว่าภาษาอังกฤษและภาษาไทยมีความแตกต่างกันเรื่องชนิดของคำและประเภททางไวยากรณ์ที่สำคัญหลายประการ ซึ่งถ้าผู้แปลมีความเข้าใจ จะช่วยให้การแปลทำได้ง่ายขึ้น

2. หน่วยสร้างที่ต่างกันในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
     หน่วยสร้าง (construction) หมายถึง หน่วยทางภาษาที่มีโครงสร้าง
ซึ่งผู้แปลควรให้ความเอาใจใส่เป็นพิเศษ ดังนี้
2.1 หน่วยสร้างนามวลี : ตัวกำหนด(determiner) + นาม (อังกฤษ) vs. นาม (ไทย)
      นามวลีในภาษาอังกฤษต้องมีตัวกำหนดอยู่หน้านามเสมอ ถ้าคำนามนั้นเป็นนามนับได้และเป็นเอกพจน์ (ยกเว้นนามที่เป็นชื่อเฉพาะและสรรพนาม) นอกจากนั้นตัวกำหนดยังนำหน้านามเพื่อบ่งบอกความชี้เฉพาะของคำนาม
2.2 หน่วยสร้างนามวลี : ส่วนขยาย + ส่วนหลัก(อังกฤษ)  vs.ส่วนหลัก+ส่วนขยาย (ไทย)
     ในหน่วยสร้างนามวลี ภาษาอังกฤษวางส่วนขยายไว้ข้างหน้าส่วนหลัก ส่วนภาษาไทยตรงกันข้าม เวลาแปลจากอังกฤษเป็นไทย ถ้าส่วนขยายไม่ยาวเราเพียงแต่ย้ายที่ส่วนขยายจากหน้าไปหลังก็ใช้ได้ แต่หากส่วนขยายยาวหรือซับซ้อน ผู้แปลอาจแปลเป็น relative clause หรือขึ้นประโยคใหม่โดยเก็บใจความ
2.3 หน่วยสร้างกรรมวาจก (passive constructions)
     ดังที่ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างเรื่องวาจก(voice)ในภาษาไทยกับภาษาอังกฤษแล้ว ผู้แปลจึงไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดหน่วยสร้างกรรมวาจกภาษาอังกฤษเป็นหน่วยสร้างกรรมวาจกภาษาไทยเสมอไป ในภาษาอังกฤษหน่วยสร้างกรรมวาจกมีรูปแบบเด่นชัด และมีแบบเดียว
2.4 หน่วยสร้างประโยคเน้น subject (อังกฤษ) กับประโยคเน้น topic (ไทย)
     ภาษาไทยได้ชื่อว่าเป็นภาษาเน้น topic (topic-oriented language) ตรงข้ามกับภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาเน้นsubject (subject-oriented language)
2.5 หน่วยสร้างกริยาเรียงในภาษาไทย (serial verb construction)
     หน่วยสร้างในภาษาไทยที่ไม่มีในภาษาอังกฤษและมักเป็นปัญหาในการแปล ได้แก่ หน่วยสร้างกริยาเรียง ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ประกอบด้วยกริยาตั้งแต่สองคำขึ้นไปเรียงต่อกันโดยไม่มีอะไรคั่นกลางยกเว้นกรรมของกริยาที่มาข้างหน้า

สรุป
   การแปลระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษนั้น มีลักษณะทางโครงสร้างที่แตกต่างกัน (แปลควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องดังนี้          -เรื่องชนิดของคำ
                                      -เรื่องไวยากรณ์
                                      -เรื่องหน่วยสร้างหรือรูปประโยค



     ข้อสรุปท้ายสุด คือ หากผู้แปลตระหนักในความสำคัญของความแตกต่างทางโครงสร้างในภาษาไทยและภาษาอังกฤษดังแสดงมาข้างต้น ผู้แปลจะมีปัญหาในการแปลน้อยลง และผลงานที่แปลจะใกล้เคียงกับลักษณะภาษาแม่ในภาษาเป้าหมายมากที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557